วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

การเป็นคนลักษณ์สี่ในโลกโลกแห่งความเป็นจริง

การเป็นคนลักษณ์สี่ที่ล่องลอย เสพติด และดำรงอยู่ในความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบ่อยครั้งแทบจะแยกไม่ออกระหว่างโลกของอารมณ์ที่โลดแล่นและโลกความเป็นจริงที่ต้องเปิดประตูเผชิญหน้ายามเมื่อเดินเข้าหาหรือสังคมเดินเข้ามา มันชั่งยากลำบากและแปลกแยก ยากลำบากก็เพราะเราพอใจและอยากมีชีวิตอยู่ด้วยอารมณ์ที่เร้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์อาดูรอันงดงาม อารมณ์สุนทรีย์ที่ล่องลอยสะเปะสะปะ อารมณ์น้อยเนื้อต่ำจิตดำดิ่งในลิขิต  และอารมณ์เฝ้าคอยเยิ่นเยอะและยาวไกล มันแปลกแยกในบริบทการมีชีวิตจริง เพราะเมื่อเผชิญหน้า พละกำลังในระดับไม่น้อยที่่ต้องนำมาใช้เพื่อแหวกม่านหมอกแห่งอารมณ์ในอันที่จะยอมรับการมีอยู่จริงของชีวิตอีกด้านที่ไม่มีอารมณ์เจือปน 


เราติดหล่มอารมณ์อยู่ตลอดเวลา และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ต้องเริ่มงานในโลกที่ปราศจากอารมณ์ เราจะรู้สึกแปลกแยก และต้องใช้ความพยายามเพื่อดำรงอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น แม้การมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งอารมณ์มักจะหดหู่ แต่เราก็พอใจที่จะอยู่ตรงนี้ เราไม่เคยพอใจโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่พอใจหลายอย่างในชีวิตจริง ซึ่งก็เป็นคุณลักษณะของคนลักษณ์นี้อยู่แล้วที่จะโหยหาสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตตนเอง การต้องการสิ่งที่ตนเองขาดหายเป็นสาเหตุที่เราต้องสร้างโลกแห่งอารมณ์เพื่อเข้าไปสัมผัสอารมณ์สิ่งที่เราไม่มี เพราะเราไม่รู้ว่าในชีวิตจริงเราจะมีโอกาสมีหรือสัมผัสสิ่งที่เราคิดว่ามันขาดหายไปหรือไม่


การดำรงอยู่ในโลกแห่งอารมณ์ในสภาวะที่เราก็ตระหนักเช่นกันว่า ข้างนอกนั่นมันไม่ได้เป็นอย่างที่เรารู้สึก อยากให้เป็นหรืออยากให้มี คำถามจึงก่อตัว แท้จริงชีวิตนี้ต้องการอะไรกันแน่ เราดำรงอยู่เพื่อเสพอารมณ์ในสิ่งที่เราขาดหายไปหรือ เราดำรงอยู่เพื่อรับรู้ว่าเราขาดหายสิ่งที่อีกหลายชีวิตมีนะหรือ เราดำรงอยู่เพื่อความเศร้าซึมในสิ่งที่เราเคยอยากมีอยู่จนปัจจุบัน (past perfect continue tense) แต่ก็ไม่เคยมี แล้วการมีชีวิตอยู่ในลักษณะนี้จะมีประโยชน์อันใด นอกจากเพื่อสรรสร้างงานศิลปะอันจรุงปรุงจากอารมณ์เล่า 

ความรักดูจะเป็นเรื่องใหญ่ (ไม่แน่ใจว่าได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกและสื่อสารสนเทศหรือเปล่า) ที่ข้าพเจ้าไม่อยากแตะ แต่ก็อดที่จะเขียนเพื่อเก็บไว้อ่านเองในอนาคตไม่ได้ ความรู้สึกขาดหายสิ่งนี้อย่างมหาศาลจากอดีตจวบจนปัจจุบันมันเหมือนความกดอากาศที่มองไม่เห็นแต่เป็นเหตุแห่งเม็ดฝน แน่นอนความรักสำหรับคนลักษณ์นี้มันย่อมพิเศษที่ไม่ดาษดื่น อารมณ์เศร้าจมที่อยากจะวิ่งไขว่คว้า แต่ท้ายสุดมีเพียงอารมณ์ที่วิ่งไป เหตุเพราะนั่นไม่ใช่ตัวตน ทำไมความโชคดีและความบังเอิญในความรักมักจะเกิดกับผู้คนทั่วไปแต่ไม่เคยเกิดกับตนเอง อารมณ์น้อยจิตต่ำใจ (ก่นด่าบ้างเล็กน้อย) ในลิขิตท่าน ไฉนเลยชีวิตผู้อื่นโชคดีแต่เนิ่นเยาว์แต่เราจวนจะแก่เฒ่าก็ไม่พบพา และจบลงด้วยกิรยาปลง คิดเพียงว่าโลกนี้คงไม่ใช่ที่ของเรา ดังนั้นลิขิตท่านจะกำหนดให้เป็นเช่นไร ข้าพเจ้าก็ผ่อนกายเปลือยจิตให้เป็นไปตามท่านเท่านั้นเอง 

หรือแท้ที่จริงมันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่ทำไมความรู้สึกข้าพเจ้ามักจะสร้างเส้นใยอารมณ์ห้อมล้อมตัวเองในสิ่งที่ขาดหาย ขวนขวายตามโลกแห่งการสื่อสาร แต่เมื่อปิดจอโน้ตบุ๊คลง จิตเศร้าจมกลับวิ่งเข้าหา ฟาดแซ่แห่งความเป็นจริงลงบนประตูความรู้สึก พยายามกระตุ้นเตือนให้ข้าพเจ้ารวบรวมพละกำลังเพื่อแหวกม่าน เดินเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงอันเดียวดาย

ณ เส้นทางปัจจุบันข้าพเจ้าพอจะใจชื้นได้บ้างว่า ข้าพเจ้าไม่ถลำลึกเข้าไปในหมอกพงษ์ไพรแห่งอารมณ์และหาทางออกไม่เจอเช่นในอดีต อย่างน้อยหากได้นั่งสงบสติและอารมณ์ซักพัก อารมณ์คงที่ก็กลับเข้าบ้านได้ไม่ยากเย็น หรือลึกๆ แล้วข้าพเจ้าอาจจะปลงว่าที่นั่น "โลกแห่งความจริง" มันไม่ใช่ที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพียงนำร่างกายเข้าหาโดยจิตใจไม่นำพา "ลิขิตท่านจะกำหนดให้เป็นเช่นไร ข้าพเจ้าก็ผ่อนกายเปลือยจิตให้เป็นไปตามท่าน" ข้าพเจ้าเหนื่อยกับการเศร้าโดยไม่ไขว่คว้า แล้วนั่งน้อยจิตในโชคชะตา แล้ว


SaLiNDonGBayU

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ22 เมษายน 2554 เวลา 10:43

    อารมณ์กับเหตุผลดูมันจะเหมือนวิ่งไปกันคนละทาง บ่อยครั้งที่เราจะต้องใช้เหตุผลควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ให้มันวิ่งออกนอกลู่นอกทางหรือนอกกรอบของสังคมที่กำหนดเราไว้ บางครั้งมันก็บีบคั้นจิตใจอย่างแสนสาหัสที่จะไม่ยอมทำตามอารมณ์ และบ่อยครั้งเมื่อเราย้อนกลับมาพิจารณาเหตุการณ์ในอดีตแล้วก็อดย้อนกลับไปคิดไม่ได้ว่าถ้าเราทำตามอารมณ์หรือเหตุผลในครั้งนั้นเราจะเป็นเช่นไร

    หลักธรรมข้อหนึ่งสอนว่า "ไม่มีอะไรยั่งยืน" ความรักก็เช่นกัน วันนี้มันเกิดขึ้นสักวันมันก็ต้องดับไป ไม่ว่าจะดับด้วยความหมดรัก หรือดับด้วยความต้องการที่จะหยุดมัน มันอาจจะอยู่ได้นานเป็นเดือน เป็นปี หรือตลอดชีวิต แต่สุดท้ายมันก็ต้องดับไป และสุดท้ายมันมีความสำคัญอะไร?

    จุดหมายในชีวิตของเราคืออะไร? คำตอบที่คิดได้ในขณะนี้ก็คือ ทำความดี อยู่อย่างมีความสุข อยู่ในกรอบของสังคม และไม่ทำให้ผู้อื่นและตนเองเดือดร้อน "ชีวิตคือการเรียนรู้" เมื่อเราเติบโตขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น เราก็น่าจะหาคำตอบที่แท้จริงได้ว่าจุดหมายในชีวิตของเราคืออะไร

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ24 เมษายน 2554 เวลา 20:50

    ขอบคุณอย่างบริสุทธิ์ใจเท่าที่หัวใจหม่นดวงนี้จะมีได้ สำหรับความคิดเห็นที่มีให้ ขอบคุณจริงๆ

    Sufju.

    ตอบลบ