วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศาสนาบันทึกและตรรกะของข้าพเจ้า

ยามดึกดื่นใน
ช่วงท้ายของเดือนรอมฏอน 2012

ผลจากการนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนี่คือก้อนความคิดบางส่วนที่ผุดขึ้นในกระแสความคิดของข้าพเจ้า
  • อิทธิพลของศาสนาต่อกระบวนทรรศน์และความคิด
  • ความศรัทธาที่ถูกปลูกฝัง
  • ความรู้สึกผิดอันถูกปลูกฝังโดยศาสนา ตัวอย่างเช่น การขี้เกียจอ่านกุรอ่านในเดือนรอมฏอน  ข้าพเจ้าถูกปลูกฝังเรื่องคุณค่าของเดือนรอมฏอนที่ประเสริฐกว่าเดือนอื่นๆ  ในแง่ผลบุญและการทบทวีคูณในหลายๆ ด้าน จึงส่งเสริมให้ทำดีกันให้มากในเดือนนี้ หนึ่งในความดีในแนวทางอิสลามคือการอ่านกรุอ่าน แต่ก็จะมีบางช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ารู้สึกขี้เกียจอ่านกรุอ่าน ทำตัวเหลวไหล ซึ่งในช่วงเวลาที่ขี้เกียจนั้นความรู้สึกผิดบางประการก็แทรกเข้ามาอยู่เรื่อยๆ การไม่ตั้งใจอ่านกุรอ่าก็เหมือนเราไม่รู้จักคุณค่าของเดือนนี้  เราจึงรู้สึกผิด เพราะทำยังงัยเราก็ขี้เกียจอ่านอยู่ดี 
  • ในอีกด้านหนึ่งหากข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านกรุอ่านในเดือนรอมฏอน แต่ใจข้าพเจ้าไม่รู้สึกผิด ศาสนาก็ระบุว่านั่นคืออาการของคนที่จิตใจตายด้านและด้านชา เพราะถูกปกคลุมด้วยกิจกรรมบาปต่างๆ แรกเริ่มมันเป็นเพียงจุดดำจุดเล็กๆ หากยังคงปฏิบัติมันเรื่อยๆ จุดดำหลายๆ จุดก็จะกินพื้นที่จิตใจด้านดี สุดท้ายจิตใจก็มืดบอด กลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกผิดบาปเมื่อกระทำผิด นี่เป็นกระบวนการทางศาสนาที่ครบวงจรใช่หรือไม่?
  • ข้าพเจ้าลองคิดว่าถ้าเราไม่มีความทราบซึ้งกับคำสอนเก่าก่อนถูกปลูกฝังตั้งแต่ต้น ความรู้สึกผิดเหล่านั้นก็จะไม่เกิดขึ้นเลยใช่หรือไม่ เพราะทั้งสองสิ่งนั้นมันเกี่ยวโยงเป็นเหตุและผลที่ร้อยเข้าด้วยกัน 
  • หนึ่งในแท่งความคิดของข้าพเจ้าบอกว่า หากเปรียบเทียบความรู้สึกผิดอันอ้างอิงอยู่กับหลักปฏิบัติทางศาสนาที่ระบุว่า ศาสนิกควรปฏิบัติวัตรบางประการ แต่เรากลับขี้เกียจที่จะปฏิบัติ (อิสลามเรียกว่าความผิดอันมีต่อพระองค์อัลลอฮฺ) กับความรู้สึกผิดในการทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน เช่น ฆาตกรรม ลักขโมย ผิดประเวณี มันให้น้ำหนักในความผิดทางความรู้สึกต่างกันตามการสัมผัสของมนุษย์ ก็ในเมื่อความรู้สึกผิดต่อพระองค์อัลลอฮฺมนุษย์เรายังไม่เห็นผลเพราะอัลลอฮฺทรงตรัสว่า ผลของมันคือการชำระล้างในนรก มนุษย์เราจึงได้แต่รู้สึกผิด กลัวแต่ไม่ชัดเจน เท่ากับการที่เราฆ่าคน เห็นเลือด เห็นความทรมานของเพื่อนมนุษย์ แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าเราตกนรกแน่ๆ 
  • เขียนไปเขียนมาทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าศาสนาพยายามวางกรอบ และหากเราเดินออกนอกกรอบศาสนาก็มีบทลงโทษ
  • เมื่อกี้นั่งดูละคร ใจนึงก็อยากดู อีกใจนึงก็กังวลว่าเรากำลังทำเรื่องไร้สาระในเดือนรอมฏอน เราฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ จึงเกิดอาการปิดโทรทัศน์ซักพักก็กลับไปเปิดใหม่เพราะอยากดู 
  • หากเราไม่มีหลักศรัทธาชีวิตเราจะง่ายขึ้นและมีความสุขขึ้นหรือไม่? เพราะเราจะได้ไม่รู้สึกผิดกับเรื่องสามัญเล็กๆ น้อยๆ อย่างการดูละคร หรือกินข้าวไม่หมด
  • เพราะอิสลามมีกฏข้อหนึ่งที่ครอบจักรวาลมาก คือ แล้วพระองค์จะทรงสอบสวนกับเวลาที่พวกเราใช้ไป ใช้ไปทำอะไรบ้าง หากใช้ไปในสิ่งที่ไร้ประโยชน์มันก็ผิด  (เพราะมุสลิมจะต้องหลีกห่างความไร้สาระทั้งปวง) อย่างนี้แล้วเราก็จะมีความรู้สึกผิดตลอดเวลา ใครจะไปทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ได้ตลอดเวลา
  • แห่หากถามข้าพเจ้าว่า งั้นควรอยู่ในกรอบของศาสนาหรือไม่? คำตอบคือ ควร เพราะการอยู่นอกกรอบมันก็ไม่ได้มีความสุขมากกว่าการอยู่ในกรอบหรอก คือบางครั้งเราก็อยากจะปล่อย เราเบื่อแล้วเราก็อยากจะกลับเข้าไปอยู่ในกรอบใหม่
  • ข้าพเจ้าทำตัวเยี่ยงอิบราฮิมหรือนี่ เที่ยวตามหาและตั้งคำถามถึงองค์อภิบาล
  • ตัวศาสนาอิสลามแท้จริงมันมีบทบังคับแบบฟันธงจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นเพราะผู้ที่เอามาสอนและเผยแพร่มากกว่า ที่สอนแบบออกคำสั่ง เลยทำให้เรารู้สึกว่าอิสลามชอบบังคับจริง

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ความสุข ปลดล็อกสู่ความมั่งคั่งทางจิต

Happiness Unlocking the Mysteries of Psychological Wealth,

บางประโยคจากหนังสือเล่มนี้ 

  • ความสุขเป็นชื่อที่เรายกให้เป็นเรื่องของความคิดและความรู้สึกเชิงบวกเกี่ยวกับชีวิตของคนๆ หนึ่ง
  • ส่วนประกอบของความมั่งคั่งที่แท้จริงบางส่วน
         ๑ ความพึงพอใจชีวิตและความสุข
         ๒ จิตวิญญานและความหมายของชีวิต
         ๓ ทัศนคติและอารมณ์เชิงบวก
         ๔ ความสัมพันธ์ทางสังคมที่อบอวลด้วยความรัก
         ๕ ทำกิจกรรมและงานที่ผูกพัน
         ๖ คุณค่าและเป้าหมายชีวิตที่พึงจะบรรลุถึง
         ๗ สุขภาพกายและจิตใจ
         ๘ วัตถุปัจจัยพอเพียงที่จำเป็นต่อชีวิต
  • แม้คุณไม่มีเงินพันล้าน แต่คุณรักในชีวิต นั่นเท่ากับคุณได้ทุกสิ่งที่ปราถนา เมื่อคุณมีจิตมั่งคั่ง ก็ไม่ต้องใส่ใจแล้วว่าจะมีเงินแค่พอกินพอใช้...............มันแน่ละหรือ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยรักในชีวิตตนเอง และเช่นกันก็มิได้ต้องการเงินพันล้านเช่นเดียวกัน 
  • คนมีจิตมั่งคั่งจะแสดงกิริยาอาการของความสามารถมองเห็นสิ่งดีงามในโลก....อะไร อย่างไร มันทำง่ายนักหรือ
  • ความมั่งคั่งที่แท้จริงเป็นเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติภายในตัว พอๆ กับสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว
  • ความสุขเป็นสดมภ์หลักของจิตมั่งคั่ง ส่วนหนึ่งเพราะมันเป็นเงินตราทางอารมณ์ความรู้สึกที่ใช้จับจ่ายให้ได้มาซึ่งเป้าหมายอื่นที่มุ่งมาดปราถนา
  • ในขณะที่เป้าหมายคือการสร้างความสุขนั้นสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือกระบวนการ
  • ความรู้ความเข้าใจว่าจะใช้สอยความสุขให้เป็นประโยชน์จริงๆ ได้อย่างไร มีความสำคัญต่อการเก็บเกี่ยวจิตมั่งคั่งที่แท้จริง
  • ความสุขไม่ใช่อารมณ์ก้าวเข้าสู่เส้นชัยในการแข่งขันของชีวิต เราไม่ควรมองหาความสุขเป็นจุดหมายปลายทางที่พยายามไปให้ถึง แต่เป็นโภชน์ผลที่ได้จากการเดินทาง กุญแจไปสู่จิตมั่งมั่งคือเพื่อเข้าใจความสำคัญของการเดินทางต่อความสุข
  • ไม่ว่าเราจะอยู่กับสภาพชีวิตที่ดีเพียงใด สิ่งที่ไม่ดีก็เกิดขึ้นได้เสมอ นอกจากนี้ แม้จะมีสภาพชีวิตที่ดีแล้ว เรายังจำเป็นต้องหาสิ่งท้าทายใหม่ๆ และเป้าหมายใหม่ๆ มิฉะนั้นเราจะรู้สึกเบื่อได้ ปรับตัวเข้ากับสิ่งที่ดี และจำเป็นต้องขยับไปสู่เป้าหมายใหม่เพื่อจะได้มีความสุขกับชีวิตอย่างเต็มที่
  • การตีความโลกของคนเรามีความสำคัญต่อความสุขพอๆ กับ หรือมากกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ในโลกของพวกเรา กระบวนการของการเอาใจใส่บางเหตุการณ์ และตัดเหตุการณ์อื่นๆ ออก การตีความเหตุการณ์ที่คลุมเครือในเชิงบวก แทนที่จะเป็นเชิงลบ และใส่ใจเก็บความทรงจำที่ดีในอดีต แทนที่ความทรงจำเลวร้าย เป็นเรื่องของกระบวนการภายในของการมีความสุข ปราศจากกระบวนการเหล่านี้เป็นเรื่องยากมากที่จะมีความสุขอยู่ได้นาน
  • ความสุขไม่ใช่แค่ปณิธานอันทรงคุณค่า แต่เป็นแหล่งทรัพยากร มันเป็นทุนทรัพย์ทางอารมณ์ที่เราสามารถใช้ในการแสวงหาผลอันพึงพอใจอย่างอื่นๆ 
  • ความเวทนาตนเองทำหน้าที่เป็นดังผ้าห่มที่แต่ละคนใช้ห่อหุ้มตัวให้รู้สึกปลอดภัยอย่างวิปริต
  • หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับความสุข คือมีระดับที่เหมาะสม หากไปไกลกว่าระดับนั้นก็เป็นอันตราย
  • อาจเป็นเพราะมีสมองขนาดใหญ่ เรารับบาดแผลจากอดีต เราสามารถเล็งเห็นอันตรายมากมายในอนาคต เราจึงมีความเป็นไปได้มากกว่าสำหรับความเครียดเรื้อรัง หรือบางทีไม่ใช่เพราะเราฉลาด แต่เป็นความซับซ้อนของชีวิตทำให้เราตกเป็นเหยื่อความเครียดเรื้อรัง

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เดียวดายกลางสายลม -นรีกระจ่าง


เดียวดายกลางสายลม -นรีกระจ่าง

ฟังไปทั้งที่อยากฟังและไม่กล้าฟังในคราวเดียวกัน
นี่มัน ฮารีคีรี ดีๆ นี่เอง
บาดลึก เฉียบคม ก้อนน้ำแข็งปาดหน้า
ฆ่ากันเลยดีกว่า

ลุ่มลึกตรงประเด็น เตะความรู้สึก เย็นกรีดทะลวง รู้ซึ้ง ตระหนัก และเข้าถึง





คิดถึง

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2555

เอกเทศและมะม่วงน้ำดอกไม้

หนึ่งวันที่อยากให้มีของฉัน:

ตื่นนอน, ละหมาด
ขี้ เยี่ยว
กินอาหารเช้า
10.30 เริ่มทำงานที่ควรมีและควรเป็น
12.00 กินอาหารเที่ยง
ละหมาด
อ่านหนังสือ
นอน
ตื่น
ปอกมะม่วงน้ำดอกไม้
ละหมาด
ออกกำลังกาย
ละหมาด
กินอาหารค่ำ
ปั่นจักรยาน
ขีดเขียน
อ่านหนังสือ
นอน ;D

ทั้งหมดนี้ที่ต้องการดูมันช่างลำบากยากเข็ญ เหมือนชีวิตถูกตีกรอบ ทั้งปัจจัยทางการงาน ครอบครัว สังคม และค่านิยม

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

บันทึกเรื่องสิวและคุณความดี

สวทช, ปทุมธานี

สองสามอาทิตย์ที่ล่วงผ่านสิวบุกหนักมาก ไม่เคยพบปะสิวประหารเช่นนี้ในช่วงชีวิตก่อนหน้า บทจะขึ้นหน้าขึ้นตา มันก็พาเหรดขึ้นในคราวเดียว มิได้เกรงอกเกรงใจ หรือเห็นใจข้าพเจ้าที่จะต้องพกหนังหน้าตัวเองไปไหนต่อไหนเลย ได้แต่บอกกับตัวเองว่า "ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ต้องอดทนอดกลั้น ทนต่อไปเดี๋ยวมันก็หายไปเอง หลังฝนกระหน่ำฟ้าต้องใสเสมอ" 

หลังจากที่ปู้ยี่ปู้ยำหน้าตัวเองอยู่พักใหญ่ สรรหาตัวยา ข้องแวะกับแพทย์ผิวหนัง ทานั่นโปะนี่ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น จนต้องร้อง เห้อ กับตัวเอง กูเหนื่อยแล้วนะ คุณหนังหน้าจะไม่ยอมกระเตื้องขึ้นให้รู้สึกดีบ้างหรืองัย บัดดลวิสัจชนาบังเกิด เออ เมื่อก่อนนี้เราก็ไม่เคยได้ใส่นั่นทานี่กับหน้าตัวเองก็เห็นมันจะไม่อะไรมากเดี๋ยวมันก็หายไปเอง มิหนำซ้ำจะสมานเป็นสีเดียวกันทั่วหน้าไม่เหลือรอยด่างดำให้เห็น ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจปล่อยให้ร่างการรักษาตัวเอง คอยทำตัวให้สะอาดทั้งนอกและในเท่านั้น นี่ถ้าหากมันหายเองในเวลาอันสั้นและยังดีกว่าพวกยาๆ ทั้งหลายนี่คงเป็นการค้นพบสำหรับตัวเองอันน่าอัศจรรย์ใจทีเดียว

ตลอดช่วงเวลาที่สิวกระหน่ำข้าพเจ้าค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง อันสิวนั้นเปรียบไปเช่นกิจกรรมชั่ว มันขึ้นได้ง่ายดาย ทิ้งบาดแผลเป็นและรอยด่างดำบนใบหน้า เสียเวลารักษาเยียวยาเป็นเวลานาน การบำรุงรักษาหนังหน้าให้ดูดีนั้นต้องใช้เวลา ทรัพย์สินเงินทอง และแรงกายกว่าจะมีความมั่นใจพกหน้าตัวเองไปไหนต่อไหนได้ กิจกรรมชั่วก็เช่นกัน การลงมือทำง่ายแสนง่ายไม่ต้องใช้ความพยายามหรือหากต้องใช้ความพยายามบ้างก็มิได้ร้สึกลำบากลำบน แต่เมื่อลงมือทำไปแล้วผลของมันตามติดตัวไปยาวนาน หากไม่ทำให้ใครเดือนร้อนก็เป็นใจเราเองที่อยู่สุขไม่ได้ คนละเรื่องกับกิจกรรมดี ต้องเฝ้าฟูมฟักดูแล ตัดใจ แข็งขืนต่ออารมณ์ที่ยั่วยุ กว่าจะทำได้มันยากเย็นแสนเข็นนัก

ชั่งน่าอัศจรรย์

ต่อด้วยคนละเรื่องกัน

เมื่อศุกร์ที่แล้วข้าพเจ้ามีโอกาสละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิดแห่งหนึ่งแถวนานา คอตีบอ่านคุตบะฮฺได้ดีมาก คำพูดกลั่นออกมาจากสมองมิใยต้องถือกระดาษอะไรให้รกหูรกตาคนฟังเลย มีประโยคหนึ่งที่ยังคงติดตรึงในโสตประสาทจึงนำมาลงไว้ในบล็อกนี้ ประโยคคงจะประมาณนี้ได้กระมัง "ร่างกายของคนเราอาจจะต่างกันบ้างแต่ก็ไม่ต่างเท่าจิตเรา จิตคนบางคนพุ่งทะยานอ้อยอิ่งอยู่บนชั้นฟ้าสวรรค์ดาวดึง ส่วนจิตอีกคนกลับวนเวียนอยู่แถวห้องน้ำ เห็นหรือไม่ว่าจิตคนเรามันมีความต่างสุดแสนจะบรรยาย" จิตใจดีนั้นคิดดีทำดี พร้อมพรักจัดเตรียมสถานที่ให้เจ้าตัวอยู่บนสวรรค์ ส่วนจิตต่ำนั่นไซร้คิดแต่เรื่องต่ำทราม หาเศษหาเลยตามห้องน้ำสถานที่ๆ เอาไว้ชำระความสกปรก 

จิตคนประสบความสำเร็จก็คงจะเป็นเช่นนี้ มีแต่ความแน่วแน่ มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ ฉันจะไปให้ถึง แค่นี้ก็ไปถึงจุดหมายได้ไม่ยากเย็น เขาพูดกันว่า "เราไม่ได้ฝันมากไปหรอก แต่เราทำน้อยไปต่างหาก" ลงมือทำน้อยนิดแล้วอย่างนี้ฝันจะไปเป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลใด

การงานและวันหยุด  

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

พระองค์จะเคี่ยวเข็ญให้ข้าพระองค์เป็นอย่างไรหรือ?

One Place Pacific Building, Nana

ข้าพเจ้าขอจรดปลายนิ้วทั้งสิบบนแป้นพิมพ์นี้ด้วยความหวังอันเปี่ยมล้นในความเมตตา หยดน้ำพระทัย และความช่วยเหลือแห่งองค์อัลลอฮฺ

เมื่อหมดหนทาง จนด้วยสติปัญญาอันอ่อนด้อย และสำนึกในบริบทขอบเขตที่ตอกย้ำว่าในกรณีนี้ เราไม่มีความสามารถ มิหนำซ้ำผลกระทบที่ออกมาในรูปความเศร้าอันเกาะกุม และการเดินทางซอกแซกเข้าไปในความคิดเพื่อค้นหาความไม่สามารถของตนเอง ซึ่งบทสุดท้ายก็หนีไม่พ้นทำร้ายจิตใจอันอ่อนล้าอยู่เป็นทุนเดิม 

ในความอ่อนแรงและหมดเยื่อใยในเหตุการณ์ สิ่งเดียวที่นึกออกคือต้องการความช่วยเหลือในเชิงปฏิหาร ให้เครื่องจักรความคิดที่กำลังเดินเครื่องทำร้ายความรู้สึก มันอันตธารหายไปเดี๋ยวนี้ หมดจด และหมดสิ้น

จากเหตุการณ์อันหลายหลาก และเหตุเกิดที่นับไม่ถ้วน หยดความคิดผุดขึ้นถาม พระองค์จะเคี่ยวเข็ญ ตรากตรำข้าพระองค์ให้เป็นอย่างไรหรือ พระองค์จะกรำข้าพระองค์ให้ทนทานต่อทุกสถานการณ์หรือไร ปัจจุบันข้าพเจ้าได้กลายเป็นผ้าเช็ดเท้าที่มีรูโบ๋ แต่ไม่แน่ว่ามันเหนียวทนทานหรือกำลังจะเปื่อยยุ่ยกันแน่ 

อยากจะหลับใหลซักอาทิตย์แล้วค่อยตื่นมาพบทุ่งหญ้าเขียวพร้อมแมงปอ

และท้ายนี้ ข้าพระองค์สำนึกในโอกาสที่พระองค์ได้มอบทักษะการเขียน และกลั่นกรองความรู้สึกนึกคิดให้ข้าพระองค์ เพราะเมื่อมาถึงบรรทัดนี้ความหม่นหมองก่อนหน้าได้ยักย้ายจากหัวใจความรู้สึกมาปรากฏในหน้าบล็อกนี้แทน

ร็อบบานาอาตีนาฟีดดุนยาฮาซานะฮฺ วาฟิลอาคีเราะห์ติฮาซานะฮฺ วากีนาอาซาบัรนาร  

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บอ (พ่อ)

หัวหน้าไปปากี, senior ไปเวียดนาม, ส่วนไอ้เพื่อนร่วมงานอีกคนก็หายหัวเสียอย่างนั้น ข้าพเจ้านั่งเหงาอยู่ในออฟฟิศคนเดียว เตร็ดเตร่อยู่ตามหน้าเว็บต่างๆ โดยเฉพาะไอ้เฟซ ท่องเว็บไปก็ทำร้ายจิตใจตัวเองไป โง่บัดซบเหลือเกิน ออกจากห้องทุกเช้ามีหนังสือติดมือมาทุกวัน และก็เอามันติดมือกลับไปทุกวันโดยที่ไม่เคยเปิดอ่านซักวัน ในเมื่อตัดไอ้อินเตอร์เน็ตไม่ขาดไม่สิ้นเสียที ก็คงต้องหาอุบายล่องตามกระแสแต่ยังประโยชน์ด้วยในคราวเดียว (เพื่อหลอกตัวเองแท้) มีบันทึกนอนแน่นิ่งในลิ้นชักมาพักใหญ่ๆ ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเอาลงบล็อกดีหรือไม่ สุดท้ายมันกำลังจะกลายสภาพเป็นดิจิตอล ณ บัดนี้แล้ว

11/5/2011
ST3.9, 17.00
AIT

บอ (พ่อ)

ข้าพเจ้าเจ็บไข้ตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งก็ไม่รู้ด้วยสาเหตุอันใด เพราะก่อนล้มตัวลงนอนก็ยังกระปรี้กระเปร่า จวบจนเวลาเที่ยงคืนก็เริ่มหนาวสั่น ผ้าห่มสองผืนก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ ข้าพเจ้านอนไม่หลับทั้งคืน จึงตัดสินใจลุกขึ้นต้มน้ำร้อน เพราะคิดว่าคงจะช่วยอะไรได้บ้าง นั่งคลุมโปง จิบน้ำอุ่น หาอะไรทานนิดหน่อย ยังดีที่พอมีข้าวกล้องก้นหม้ออยู่หน่อยนึง จากนั้นก็อัดวิตามินซี 1000 มิลลิกรัม ไป 2 เม็ด ละหมาดฟัจรีแล้วก็นอนต่อ แต่ก็ยังไม่หลับเช่นเคย การเจ็บปวดทางกายนี่มันทรมานอะไรเช่นนี้ ระหว่างวันความคิดเรื่องพ่อผุดออกมาไม่ขาดสาย ข้าพเจ้ากำลังเจ็บปวดทางกายอยู่บนโลกมนุษย์ แต่พ่อที่จากไปเมื่อหลายปีก่อน จะเป็นเช่นไรในหลุมศพ ข้าพเจ้าก็สุดที่จะจินตนาการ หากสุขสบายก็คงไม่ต้องเป็นห่วงอีกประการใด แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นมันจะทรมานซักปานใดกันนะ ข้าพเจ้านั่งเปรียบเทียบกับความเจ็บปวดของตนเอง มันคงจะเทียบกันไม่ได้เลย (ร็อบบิฆฟิรลี วาลีวาลีดัยยา วัรฮัมฮูมากามาร็อบบายานีซอฆีรอ) 

จวบจนพ่อสิ้นชีวิต ข้าพเจ้าไม่เคยรู้เลยว่าพ่อนึกคิดอะไรบ้างในชีวิตของท่าน ด้วยเพราะท่านไม่เคยจะแชร์ความคิดใดๆ กับลูกๆ ท่านมักจะวางอำนาจ ซึ่งบอกตามตรงว่าข้าพเจ้ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออำนาจของท่านในเชิงลบ ข้าพเจ้ากระแทกกระทั้น ข้าพเจ้าฟึดฟัดยามท่านออกคำสั่ง และเฝ้าบอกตัวเองว่าโตขึ้นข้าพเจ้าจะไม่เป็นเหมือนพ่อ ข้าพเจ้าโกรธท่านจวบจนวาระที่ท่านจากไป ซึ่งก็ไม่ได้เห็นหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายเพราะข้าพเจ้าเรียนอยู่ต่างประเทศ ผู้คนต่างพยายามปิดบังข่าวการตายของพ่อเพราะเกรงว่าข้าพเจ้าจะเสียการเรียน ต่อเมื่อข้าพเจ้าทราบข่าว จำได้ขณะนั้นยืนอยู่ในตู้โทรศัพท์ (มานึกอีกทีเหมือนกำลังแสดงละครให้ตัวเองดู) ข้าพเจ้ามีสติครบสมบูรณ์ดี ข้าพเจ้าปล่อยหูโทรศัพท์เหมือนคนตกใจสุดขีด (จำจากละคร) พยายามเร่งเร้าความตกใจข้างในให้มันแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตา เค้นแล้วเค้นอีกจะได้เสียใจกับการจากไปของบิดาเฉกเช่นลูกที่ดีควรเป็น แต่เปล่าเลยข้าพเจ้าทั้งไม่ตกใจ ทั้งไม่เสียใจ และไม่อยากร้องไห้ด้วยซ้ำ (ตลกไม่ออกละทีนี้) ข้าพเจ้าเป็นลูกที่เลวมากใช่ไหม? แต่มันจะกลับกันหากผู้ที่เสียชีวิตเป็นมารดาของข้าพเจ้า แม้เพียงจิตนาการไปเองหากวันหนึ่งวันใดแม่จากไป ข้าพเจ้าก็จะร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุดไม่หย่อน เพราะข้าพเจ้าประจักแก่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของข้าพเจ้าตั้งแต่ยังแบเบาะจวบจนปัจจุบันถึงความรักความเสียสละที่แม่ปฏิบัติให้เห็น ข้าพเจ้าเห็นด้วยตา สูดดมด้วยจมูกถึงความยากลำบากของมารดา ความเครียดที่ต้องแบกรับปัญหาชีวิต และท่าทางก่ายหน้าผากที่เห็นอยู่ประจำ 

พ่อเป็นอย่างไร ณ ตอนนี้ ข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ และไม่รู้ด้วยเช่นกันว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงระลึกถึงพ่อขึ้นมา หรือข้าพเจ้ากำลังจะตายตามพ่อไป (ร็อบบานาอ่าตีนาฟิดดุนยาฮาซานะฮฺ วาฟิลอาคีเราะหฺฮาซานะฮฺ วากีนาอาซาบัรนัร) 

จะโกรธ จะเกลียด จะรัก หรือจะหลง สุดท้ายก็ไม่มีอะไรยั่งยืน การตายจากคือบทสุดท้ายของครรลองชีวิต ข้าพเจ้ากลับมาคิด ถึงจะโกรธท่านอย่างไร สุดท้ายเราก็ตายจากกันอยู่ดี หากเมื่อตายไปก็ตัวใครตัวมัน พ่อก็บุญกุศลของพ่อ ข้าพเจ้าก็หอบทั้งคุณความดีและกรรมชั่วติดตัว ทุกคนมีเป็นของตัวเองทั้งนั้น

พ่อกำลังเป็นเช่นไรข้าพเจ้าไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าความโกรธความชังได้มลายหายสิ้น เหลือแต่ความว่างเปล่าที่ว่า "เราเคยเป็นพ่อลูกกัน"

ทุกครั้งที่เจ็บป่วย มักจะมีความรู้สึกที่ว่าตัวเองกำลังจะตาย ความหวาดกลัววิ่งเข้าหาในทันใด หากตายไปจะเจออะไร จะสุขหรือทุกข์เช่นไร ข้าพเจ้ากลัวชีวิตหลังความตายเพราะตระหนักเป็นแม่นมั่นว่า ตนเองบกพร่องเหลือหลาย มีเพียงสิ่งประการเดียวที่หวังคือ ความยากลำบากที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ข้าพระองค์เป็น 2 เท่าของคนทั่วไปจะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบายามเมื่อยืนต่อหน้าพระพักตร์....ข้าพระองค์หวังมากไปไหม?

ถึงบอ....จาก รอมีซู





วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

การเป็นคนลักษณ์สี่ในโลกโลกแห่งความเป็นจริง

การเป็นคนลักษณ์สี่ที่ล่องลอย เสพติด และดำรงอยู่ในความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบ่อยครั้งแทบจะแยกไม่ออกระหว่างโลกของอารมณ์ที่โลดแล่นและโลกความเป็นจริงที่ต้องเปิดประตูเผชิญหน้ายามเมื่อเดินเข้าหาหรือสังคมเดินเข้ามา มันชั่งยากลำบากและแปลกแยก ยากลำบากก็เพราะเราพอใจและอยากมีชีวิตอยู่ด้วยอารมณ์ที่เร้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์อาดูรอันงดงาม อารมณ์สุนทรีย์ที่ล่องลอยสะเปะสะปะ อารมณ์น้อยเนื้อต่ำจิตดำดิ่งในลิขิต  และอารมณ์เฝ้าคอยเยิ่นเยอะและยาวไกล มันแปลกแยกในบริบทการมีชีวิตจริง เพราะเมื่อเผชิญหน้า พละกำลังในระดับไม่น้อยที่่ต้องนำมาใช้เพื่อแหวกม่านหมอกแห่งอารมณ์ในอันที่จะยอมรับการมีอยู่จริงของชีวิตอีกด้านที่ไม่มีอารมณ์เจือปน 


เราติดหล่มอารมณ์อยู่ตลอดเวลา และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ต้องเริ่มงานในโลกที่ปราศจากอารมณ์ เราจะรู้สึกแปลกแยก และต้องใช้ความพยายามเพื่อดำรงอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น แม้การมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งอารมณ์มักจะหดหู่ แต่เราก็พอใจที่จะอยู่ตรงนี้ เราไม่เคยพอใจโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่พอใจหลายอย่างในชีวิตจริง ซึ่งก็เป็นคุณลักษณะของคนลักษณ์นี้อยู่แล้วที่จะโหยหาสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตตนเอง การต้องการสิ่งที่ตนเองขาดหายเป็นสาเหตุที่เราต้องสร้างโลกแห่งอารมณ์เพื่อเข้าไปสัมผัสอารมณ์สิ่งที่เราไม่มี เพราะเราไม่รู้ว่าในชีวิตจริงเราจะมีโอกาสมีหรือสัมผัสสิ่งที่เราคิดว่ามันขาดหายไปหรือไม่


การดำรงอยู่ในโลกแห่งอารมณ์ในสภาวะที่เราก็ตระหนักเช่นกันว่า ข้างนอกนั่นมันไม่ได้เป็นอย่างที่เรารู้สึก อยากให้เป็นหรืออยากให้มี คำถามจึงก่อตัว แท้จริงชีวิตนี้ต้องการอะไรกันแน่ เราดำรงอยู่เพื่อเสพอารมณ์ในสิ่งที่เราขาดหายไปหรือ เราดำรงอยู่เพื่อรับรู้ว่าเราขาดหายสิ่งที่อีกหลายชีวิตมีนะหรือ เราดำรงอยู่เพื่อความเศร้าซึมในสิ่งที่เราเคยอยากมีอยู่จนปัจจุบัน (past perfect continue tense) แต่ก็ไม่เคยมี แล้วการมีชีวิตอยู่ในลักษณะนี้จะมีประโยชน์อันใด นอกจากเพื่อสรรสร้างงานศิลปะอันจรุงปรุงจากอารมณ์เล่า 

ความรักดูจะเป็นเรื่องใหญ่ (ไม่แน่ใจว่าได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกและสื่อสารสนเทศหรือเปล่า) ที่ข้าพเจ้าไม่อยากแตะ แต่ก็อดที่จะเขียนเพื่อเก็บไว้อ่านเองในอนาคตไม่ได้ ความรู้สึกขาดหายสิ่งนี้อย่างมหาศาลจากอดีตจวบจนปัจจุบันมันเหมือนความกดอากาศที่มองไม่เห็นแต่เป็นเหตุแห่งเม็ดฝน แน่นอนความรักสำหรับคนลักษณ์นี้มันย่อมพิเศษที่ไม่ดาษดื่น อารมณ์เศร้าจมที่อยากจะวิ่งไขว่คว้า แต่ท้ายสุดมีเพียงอารมณ์ที่วิ่งไป เหตุเพราะนั่นไม่ใช่ตัวตน ทำไมความโชคดีและความบังเอิญในความรักมักจะเกิดกับผู้คนทั่วไปแต่ไม่เคยเกิดกับตนเอง อารมณ์น้อยจิตต่ำใจ (ก่นด่าบ้างเล็กน้อย) ในลิขิตท่าน ไฉนเลยชีวิตผู้อื่นโชคดีแต่เนิ่นเยาว์แต่เราจวนจะแก่เฒ่าก็ไม่พบพา และจบลงด้วยกิรยาปลง คิดเพียงว่าโลกนี้คงไม่ใช่ที่ของเรา ดังนั้นลิขิตท่านจะกำหนดให้เป็นเช่นไร ข้าพเจ้าก็ผ่อนกายเปลือยจิตให้เป็นไปตามท่านเท่านั้นเอง 

หรือแท้ที่จริงมันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่ทำไมความรู้สึกข้าพเจ้ามักจะสร้างเส้นใยอารมณ์ห้อมล้อมตัวเองในสิ่งที่ขาดหาย ขวนขวายตามโลกแห่งการสื่อสาร แต่เมื่อปิดจอโน้ตบุ๊คลง จิตเศร้าจมกลับวิ่งเข้าหา ฟาดแซ่แห่งความเป็นจริงลงบนประตูความรู้สึก พยายามกระตุ้นเตือนให้ข้าพเจ้ารวบรวมพละกำลังเพื่อแหวกม่าน เดินเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงอันเดียวดาย

ณ เส้นทางปัจจุบันข้าพเจ้าพอจะใจชื้นได้บ้างว่า ข้าพเจ้าไม่ถลำลึกเข้าไปในหมอกพงษ์ไพรแห่งอารมณ์และหาทางออกไม่เจอเช่นในอดีต อย่างน้อยหากได้นั่งสงบสติและอารมณ์ซักพัก อารมณ์คงที่ก็กลับเข้าบ้านได้ไม่ยากเย็น หรือลึกๆ แล้วข้าพเจ้าอาจจะปลงว่าที่นั่น "โลกแห่งความจริง" มันไม่ใช่ที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพียงนำร่างกายเข้าหาโดยจิตใจไม่นำพา "ลิขิตท่านจะกำหนดให้เป็นเช่นไร ข้าพเจ้าก็ผ่อนกายเปลือยจิตให้เป็นไปตามท่าน" ข้าพเจ้าเหนื่อยกับการเศร้าโดยไม่ไขว่คว้า แล้วนั่งน้อยจิตในโชคชะตา แล้ว


SaLiNDonGBayU

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

Enneagram, เอ็นเนียแกรมคน 9 แบบ

เอนทรี่นี้มีเพลงเพราะๆ ให้ฟังขณะที่อ่าน แต่ท่านต้องไปกดเพลยเอาเองที่ด้านล่างครับ

เอ็นเนียแกรมคือการจำแนกคนออกเป็น ๙ แบบ ซึ่งแต่ละแบบใหญ่ๆ ก็ผกผันอันมีแบบอื่นๆ เข้ามามีอิทธิพลอย่างแปลกแยกไม่ออก สำหรับตัวข้าพเจ้าถือว่าศาสตร์นี้ใช้ค้นหา เข้าใจ และปรับปรุงตัวเองมากกว่าจะใช้จำแนกผู้อื่น หากเข้าใจและยอมรับตนมันย่อมไม่มีความลำบากอันใดที่จะยอมรับผู้อื่นและความเป็นตัวตนแห่งคนผู้นั้น สิ่งสำคัญคือเข้าใจและหาตัวเองให้พบก่อนเถิด

คนทั้ง ๙ แบบจะได้แจกแจงดังต่อไปนี้

๑.ลักษณ์ที่หนึ่ง คือ เพอร์เฟคชั่นนิสต์
ฉันอาจบกพร่องบ้าง แต่รับรองได้ว่า ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย (จิมมี่ ฮอฟฟา)
แรงจูงใจของคนลักษณ์หนึ่งคือ ต้องการดำเนินชีวิตในแบบที่ถูกต้อง ต้องการปรับปรุงตนเองและสิ่งต่างๆ รอบตัว

๒.ลักษณ์ที่สองคือ ผู้ช่วยเหลือ
เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือคนอื่น แต่ฉันไม่รู้เหมือนกันว่า คนอื่นนั้นเกิดมาทำไม (ดับบลิว. เอช. อาวเดน)
แรงจูงใจของคนลักษณ์สองคือ ต้องการเป็นที่รัก มีคนเห็นคุณค่า และแสดงความรู้สึกดีๆ ต่อผู้อื่น

๓.ลักษณ์ที่สามคือ ผู้ใฝ่สำเร็จ
ไม่มีอะไรสนุกยิ่งไปกว่าการทำงาน (โนเอล โควาร์ด)
แรงจูงใจของคนลักษณ์สามคือ ต้องการสร้างผลงาน ความสำเร็จ และหลีกเลี่ยงความล้มเหลว

๔.ลักษณ์ที่สี่คือ คนโรแมนติก
เรื่องอะไรฉันก็ทนได้แทบทั้งนั้น ยกกเว้นการที่ต้องอยู่ไปวันๆ อย่างจำเจ (เกอเต้)
แรงจูงใจของคนสี่คือ ต้องการสัมผัสความรู้สึกของตัวเอง ต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจ ค้นหาความหมายของชีวิตและหลีกเลี่ยงความธรรมดาสามัญ

๕.ผู้สังเกตการณ์
แค่คอยมองดู คุณก็สามารถสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย (โยคี เบอร์รา)
แรงจูงใจของคนลักษณ์ห้าคือ ต้องการที่จะรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ มีความพอเพียงในตัวเอง และไม่ทำตัวให้ดูเหมือนคนโง่

๖.นักปุจฉา
ฉันตั้งใจว่า จะกลัวเพียงวันละครั้งก็พอ (ชาร์ลส์ เอ็ม. ชูลซ์)
แรงจูงใจของคนลักษณ์นี้คือ ต้องการความมั่นคง ลักษณ์หกแบบ กลัวแล้วถอย จะมีท่าทางที่กลัวและมองหาการยอมรับ ส่วนลักษณ์หกแบบ สู้ความกลัว จะเดินหน้าเข้าชนสิ่งที่ทำให้กลัว ทั้งสองแบบนี้อาจปรากฏอยู่ในตัวคนเดียวกันได้

๗.นักผจญภัย
คุณเกิดมาครั้งเดียว แต่ถ้าใช้ชีวิตให้เป็น ครั้งเดียวก็เกินพอ (โจ อี. ลูอิส)
แรงจูงใจของคนลักษณ์เจ็ดคือ ต้องการหาความสุข คิดแผนทำกิจกรรมสนุกๆ สร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกและหลีกเลี่ยงเรื่องเจ็บปวดทุกข์ใจ

๘.ผู้ปกป้อง
ถ้ายังโกรธอยู่ก็อย่านอน สู้กับมันให้หายข้องใจ
แรงจูงใจของคนลักษณ์นี้คือ การพึ่งตัวเอง แสดงความเข้มแข็ง และหลีกเลี่ยงความรู้สึกอ่อนแอหรือต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่น

๙.ผู้ประสานไมตรี
ฉันมักจะผัดหลายวัน ประกันหลายพรุ่ง
แรงจูงใจ รักษาความปรองดอง กลมกลืนกับผู้อื่นและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คนลักษณ์นี้มักรับเอาลักษณ์ของทั้งลักษณ์แปดมาไว้ในตัว จึงมีความแตกต่างในบุคลิกระหว่างลักษณ์เก้าด้วยกัน บางคนอาจสุภาพอ่อนโยน ส่วนบางคนอาจรักอิสระและดูมีอำนาจ

จากหนังสือ "เอ็นเนียแกรมคน ๙ แบบ มองคนด้วยมุมใหม่ เปลี่ยนใจให้เป็นสุข--Enneagram Made Easy"

คาดว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้เข้ามาอ่าน ข้าพเจ้าได้อ่านอย่างละเอียดในลักษณ์ของตัวเองและแปดสิบห้าเปอร์เซ็นที่เขียนไว้ตรงตามความเป็นจริงที่กอปรเป็นตัวของข้าพเจ้า มันช่วยให้เราตระหนักรู้และรู้เท่าทันตัวตนว่าแท้ที่จริงขณะที่เรามีอากัปกิริยาเช่นนั้นออกไปเรากำลังเป็นอะไร หากสิ่งนั้นคาดว่าจะเป็นการทำร้ายตัวเองและผู้อื่น การรู้เท่าทันย่อมมีประโยชน์อย่างเหลือคณา

ด้วยความตื้นตันในคุณประโยชน์ข้าพเจ้าจึงคัดลอกบางส่วนเพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อนร่วมโลก

salindongbayu


ผ่าตัดสันจมูกคดและโลกที่แก่ชรา

กาลเวลาก้าวย่าง ฤดูกาลผันเปลี่ยนและแปลกประหลาด หนาวร้อนแปลกแยกแต่คู่กัน เดือนสองเดือนมานี้ข้าพเจ้าใช้เนื้อหนังมังสาของตนเองเป็นสักขีพยานถึงความแก่ชราของโลกที่เราอาศัย ร้อนตับแตกผ่านไปแค่วันสองวันกลับหนาวจับจิต ชนเผ่ามายาบอกว่าปีหน้าคือวันโลกาวินาศ ศาสนาของข้าพเจ้าบอกว่ามันต้องวินาศแน่นอนแต่อยู่นอกเหนือการหยั่งรู้ของมวลมนุษย์เพราะมันเป็นสิทธิแห่งพระองค์ 

พฤหัสบดีที่ล่วงมาข้าพเจ้านำพาตนเองขึ้นเขียงให้หมอที่จุฬาลงกรณ์รักษาสันจมูกคด เป็นคนไม่ค่อยจะมีธุระปะปังกับโรงพยาบาลมานานนม สองสามเดือนมานี้เข้าโรงพยาบาลดั่งสวนสนุก สุดท้ายตัดสินใจลองเอาไอ้ที่คดอยู่ในจมูกออกซะที ไม่อยากคิดว่าหมอทำอะไรกับรูจมูกของตนเอง (ให้เสียวสันหลังได้ทุกครั้งไป) สิ่งที่จำได้ดีคือการที่หมอเอาสิ่วมาตอกกระดูกให้รูจมูกนี่สิ มันไม่เจ็บหรอกเพราะฤทธิ์ยาชานั้นแรงได้ใจดีนักแล แต่คิดอยู่ในใจเองว่า เฮ้ย คุณหมอ ต้องอะไรขนาดนี้เลยเหรอ จมูกคนนะครับไม่ใช่ไม้แกะสลัก กระบวนการทั้งสิ้นทั้งปวงไม่ได้เจ็บมากมาย ทนนอนกำมือตนเองได้สบาย แต่อยากให้มันเสร็จๆ เสียเร็วๆ

ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าการผ่าตัดครั้งนี้จะทำให้อาการง่วงที่เป็นอยู่จะหายไปหรือเปล่า (อันที่จริงก็ไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่ามันจะหายไปเพราะการผ่าตัดครั้งนี้) คิดเพียงว่าก็ยังดีกว่าปล่อยปละละเลยไม่ดูดำดูดีให้มันรบกวนอารมณ์และวิถีชีวิตเช่นที่คนปกติควรจะมี

การเดินเข้าออกโรงพยาบาล ดิ้นรนศึกษาถึงอาการโรคที่เป็นอยู่ ไปมาก็หลายแห่ง และที่คิดจะไปก็อีกหลายที่ ขนานไปกับเหตุการณ์โลกที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน พันธมิตรโจมตีลิเบีย จราจลในประเทศอาหรับ ซินามิและนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ฤดูกาลและอากาศโลกแปรปวน ข้าวยากหมากแพง ข้าพเจ้าไม่ได้หมดอาลัยตายอยากต่อเหตุการณ์โลก เพียงแต่หากกลับมาดูตัวตนที่กำลังต่อสู้กับโรคภายในตนซึ่งถือเป็นระดับปัจเจกชน กับเหตุการณ์ทั้งหมดที่โลกเรากำลังประสบอยู่ซึ่งถือเป็นระดับองคาพยพของมวลมนุษย์ชาติโดยเฉพาะฤดูกาลที่กำลังส่งสัญญานอย่างขมีขมันว่าใกล้ถึงเวลาแล้วนะ แล้วที่ข้าพเจ้ากำลังพยายามบำรุงรักษาตนเองเพียงเพื่อจะรอคอยดูความโกลาหลในโลกงั้นหรือ 


ข้าพเจ้าเพียงจะบอกว่าหากเปรียบเทียบระหว่างการดิ้นรนของปัจเจกชน กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและทบทวีคูณในโลก ณ ปัจจุบัน มันชั่งห่างไกลกันเสียเหลือเกินแต่กลับส่งผลกระทบได้ใกล้ชิดอย่างไม่น่าเชื่อ 

salindongbayu

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หากชีวิตคือการต่อสู้

หากชีวิตได้ล่วงผ่านวันเวลาแห่งวัยกำหนัดเริ่มแตะขอบช่วงชีวิตแห่งวัยกลางคน ข้าพเจ้าเริ่มประจักชัดว่า ชีวิตนี้คือแนวทางอันเลี้ยวลดแห่งการต่อสู้อย่างแท้จริง ซึ่งในองศามุมกลับผู้ที่ยอมแพ้ย่อมตกขอบตามเรี่ยรายทาง ชีวิตคือนิยามของการไม่ยอมแพ้ อาจจะท้อได้แต่ยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะความสำเร็จใดๆ ของผู้คนในอดีตล้วนบ่งชี้ว่าพวกเขาไม่เคยยอมแพ้ ทุกความสำเร็จล้วนไร้ความหมายหากเทียบกับความสุขตามรายทางแห่งการต่อสู้ ขณะที่กำลังต่อสู้นั่นแลคือบริบทแห่งความสุข สุขที่ได้เห็นการเขยิบก้าวอย่างกระชั้นชิดในลู่ทางความสำเร็จ มีสุขขณะนั่งบอกตนเองอย่างคนเก็บกดว่า กูจะไม่ยอมแพ้แม้ห้วงเวลานั้นจะมืดแปดทิศก็ตามที หากเมื่อมองเห็นแสงสว่างเพียงนิดความสุขมหาศาลกลับถาโถมเข้าใส่ในชั่วขณะ


ข้าพเจ้ากำลังต่อสู้กับสุขภาพของตนเอง มันชั่งเป็นอะไรที่น่าทดท้อเหลือกำลัง จุกจิกหยุมหยิม หากแต่ในภาพรวมกลับส่งผลกระทบลูกโซ่ ข้าพเจ้ากำลังหาต้อตอของปัญหาเพื่อจะได้ทุ่มเทสัพพะกำลังต่อสู้อย่างถูกจุด เพราะผลกระทบลูกโซ่ทั้งหลายก็ต้องการๆ ไม่ยอมแพ้เช่นกัน หากทุ่มเทความไม่ยอมแพ้ไม่ถูกจุดมันจะไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อการแก้ปัญหาลูกโซ่ 

ต้องขอบใจกีฬาแบดมินตันมากทีเดียว ที่สอนให้ข้าพเจ้าประจักชัดในความรู้สึกไม่ยอมแพ้ ข้าพเจ้าแข็งขืนไม่ยอมแพ้ต่อความเก่งกาจของผู้อื่น ข้าพเ้จ้าแข็งขืนไม่ยอมแพ้ต่อระดับความสามารถของตนเอง จึงบังเกิดความรู้สึกว่าข้าพเจ้าต้องเรียนรู้เรื่อยๆ อย่างไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้กีฬาชนิดนี้มันไม่ใช่ความสนุกสนานอย่างที่คิดเช่นเริ่มแรก หากแต่ข้าพเจ้ากำลังเรียนรู้ชีวิตผ่านกีฬาชนิดนี้ ซึ่งก็ให้เห็นชัดต่อสายตาและความรู้สึกของข้าพเจ้าเองแ้ล้วว่า เมื่อความมุ่งมั่นและการไม่ยอมแพ้หลอมรวมกัน จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแม้จะครั้งละน้อยก็ตาม และการเปลี่ยนแปลงในพัฒนาการนั่นแลคือความสุข 


ข้าพเจ้ามีอะไรหลายๆ อย่างที่ยังรอฉนวนการไม่ยอมแพ้ให้ได้ใส่เป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น ชีวิต, ความฝัน, เป้าหมาย, สาธารณประโยชน์, และบุพการี แต่ตอนนี้ขอยัดเยียดการไม่ยอมแพ้เข้าไปในปัญหาสุขภาพเสียก่อนเถอะ


วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฤดูกาลของชีวิต2 (There is a season)

พาล์มเม่อร์ยังเล่าต่อว่า

ฤดูหนาว


หากเปรียบฤดูใบไม้ร่วงเป็นการเสื่อมถอยของชีวิต ฤดูหนาวก็คือความตายที่นิ่งสนิท ฤดูหนาวเป็นฤดูที่ยากลำบาก และมีไม่กี่คนที่จะชื่นชมระเบียบแบบแผนของมัน เป็นฤดูที่เราได้เห็นชัยชนะสูงสุดของพญามัจจุราช มีเพียงไม่กี่ชีวิตที่ยังเคลื่อนไหว เราไม่เห็นการเติบโตของต้นไม้ ธรรมชาติดูเหมือนจะเป็นศัตรูของเรา กระนั้นความเข้มงวดของฤดูหนาวก็มีของขวัญให้กับเราเช่นเดียวกับที่ฤดูใบไม้ร่วงมอบให้


ของขวัญอย่างหนึ่งคือ ความสวยงาม ซึ่งแตกต่างจากความสวยงามของฤูดใบไม้ร่วง แต่ก็น่าพิสมัยเฉกเช่นกัน ผมไม่แน่ใจว่ามีภาพใดบนโลกนี้ที่จะงดงามไปกว่าภาพท้องฟ้าที่โน้มลงมาบรรจบผืนหิมะ ของขวัญอีกอย่างหนึ่งคือ ฤดูหนาวบอกให้เรารู้ว่าการหยุดพักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกชีวิต ถึงแม้จากภายนอกจะดูเหมือนว่าไร้ซึ่งชีวิต แต่ธรรมชาติก็ไม้ได้หยุดการเคลื่อนไหวที่ใต้พื้นดินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งเพื่อเตรียมรับฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง ฤดูหนาวคือเวลาที่เราได้รับการชี้นำและน้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้สำหรับตัวเองด้วยเช่นกัน


แต่สำหรับผมแล้ว ฤดูหนาวยังมีของขวัญให้มากไปกว่านั้น ในเวลาที่ท้องฟ้าสดใส แสงแดดแรงกล้า ต้นไม้ทิ้งใบจนเหลือแต่กิ่งก้าน และหิมะแรกกำลังจะมาถึง มันคือความกระจ่ายชัด ในฤดูหนาว เราสามารถเดินในป่าซึ่งเคยหนาทึบในฤดูร้อน มองเห็นต้นไม้แต่ละต้นได้อย่างชัดเจน และมองเห็นผืนดินที่พวกมันหยั่งรากลง


พ่อของผมเสียชีวิตลงเมื่อไม่กี่ปีทีผ่านมา พ่อเป็นคนดียิ่งกว่าใครๆ ที่ผมรู้จัก ช่วงเวลาสองสามเดือนหลังการเสียชีวิตของพ่อเป็นเหมือนฤดูหนาวอันยาวนานสำหรับผม แต่ในส่วนลึกของความหนาวเย็นและความสูญเสีย ผมเกิดความกระจ่างในบางเรื่องซึ่งไม่เคยตระหนักในเวลาที่พ่อยังมีชีวิต ผมมองเห็นบางอย่างที่ความรักอันล้นเหลือของพ่อได้บดบังไว้ ได้มองเห็นว่าพ่อเป็นที่พึ่งของผมมากมายเพียงใด ในเวลาที่ผมถูกความทุกข์กระหน่ำ ผมอาศัยพ่อเป็นเสมือนเบาะรองรับแรงกระแทกจากความทุุกข์นั้นเมื่อพ่อจากไป ความคิดแรกของผมคือ "เวลานี้ผมต้องรับมือกับมันได้ด้วยตัวเอง" แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมได้มองเห็นความจริงที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น ผู้ที่รับแรงกระแทกจากความทุกข์ของผมไม่ใช่ตัวพ่อ แต่เป็นความรักอันยิ่งใหญ่ต่างหากที่พ่อสอนให้ผมพึ่งพิง


ในเวลาที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ผมสับสนระหว่างคำสอนกับครู ครูของผมจากไปแล้ว ที่ยังเหลืออยู่คือความรักอันยิ่งใหญ่ และความกระจ่างชัดต่อความจริงนี้ทำให้คำสอนของครูยังคงอยู่ในตัวผม ฤดูหนาวทำให้ภูมิประเทศโล่งมองเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าจะโหดร้ายเพียงใด ฤดูหนาวเป็นโอกาสให้เรามองเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และมองเห็นพื้นดินที่ชีวิตเราดำรงอยู่ได้อย่างแจ่มชัด


ฤดูหนาวภายในใจเรามีหลายรูปแบบ ทั้งความล้มเหลว การถูกหักหลัง ภาวะซึมเศร้า และการจากไปของผู้ที่เรารัก แต่ในทุกรูปแบบนั้น ประสบการณ์สอนผมว่ามันให้คำแนะนำที่เหมือนๆ กันคือ "ฤดูหนาวจะทำให้คุณเสียสติจนกว่าคุณจะผ่านพ้นด้วยการเผชิญหน้ากับมัน" ความกลังจะยังมีพลังครอบงำเราจนกว่าเราจะก้าวเดินอย่างกล้าหาญสู่ความกลัวในเรื่องต่างๆ ที่เราอยากจะหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเราเดินเข้าหามันอย่างตรงไปตรงมา โดยป้องกันการถูกหิมะกัดด้วยมืออันอบอุ่นของกัลยาณมิตร ด้วยการฝึกฝนตนหรือด้วยคำชี้แนะทางจิตวิญญาน เราจะสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ความกลัวเหล่านั้นกำลังสอนเราอยู่ และจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้พบว่า เราสามารถวางใจในวัฏจักรของฤดูกาล ชีวิตยังดำรงอยู่และดำเนินต่อไป แม้ในฤดูกาลที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม

ฤดูใบไม้ผลิ....จะตามมา

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประกันสุขภาพ ณ ไทยแลนด์

สวัสดีเช้าจันทร์วันทำงาน


ตั้งแต่จัดคอร์สอบรมเกี่ยวกับ Hospital Management ก็ได้ทราบข้อมูลหลายๆ อย่างจากที่แต่ก่อนไม่อยากจะสนใจมันเรย และตั้งแต่ท่านผู้ทรงเกียรติในสภาขึ้นเงินเดือนให้ตนเองอย่างไร้ยางอายสิ้นดี ข้าพเจ้าก็ชังนายอภิสิทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว


โดยภาพรวมระบบประกันสุขภาพในไทยแลนด์แดนสมายล์แยกออกเป็นดังนี้
1. บัตรทอง (ประชนที่ไม่มีงานทำเป็นกิจจะลักษณะ, หรือไม่มีรายได้)
2. ประกันสังคม (ประชาชนที่มีงานและเงินเดือน) ซึ่งตูก็อยู่ในประเภทนี้
3. ข้าราชการ
4. ส.ส
5. ส.ว


ข้าพเจ้านั่งบ่นหรือแลกเปลี่ยนความคิดกับพี่ที่ทำงานว่า ทำไมรัฐไม่จ่ายให้คนที่มีงานทำ (ประกันสังคม) เช่นเดียวกันกับเพื่อนร่วมประเทศที่ใช้บัตรทอง ทั้งที่คนที่เข้าข่ายประกันสังคมเสียภาษีเงินได้ ภาษี 7 เปอร์เซ็นที่ซื้อข้าวซื้อของในประเทศอีก แต่กลับต้องจ่ายค่าประกันสุขภาพอีกเหรอ แล้วคนที่ไม่เสียภาษีเงินได้ แต่รัฐกลับแจกบัตรทองเสียนิ (ก็ใช่ความจริงที่ว่าประกันสังคมสามารถเลือกโรงพยาบาลที่จะไปรับการรักษาได้ แต่บัตรทองไม่มีสิทธินั้น) แต่นั่นก็ใช่ว่าการได้รับบริการจะต่างการมาก ซึ่งวงเงินที่รัฐระบุ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าประกันสังคมมีสิทธิอะไรบ้าง จะไปโรงพยาบาลไหนๆ ก็ไม่ต่างกันมากหรอก


มิหนำซ้ำไม่กี่วันต่อมาเผอิญได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ 16/12/2553 เรื่องประกันสังคมที่เหลื่อมล้ำ อ่านแล้วให้อยากจะสาปแช่งกระทรวงการคลังและรัฐบาลวันละร้อยหน เลือกที่จะเข้ามาทำงานแต่ไฉนเลยถึงได้เอารัดเอาเปรียบผู้คนอย่างไม่กลัวบาปกรรม ทั้งข้าราชการผู้ชงเรื่องเอง จึงขอคัดลอกเนื้อความจากหนังสือพิมพ์ให้อ่านกันเล็กน้อย  


"แม้ว่า ครม. เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา จะตีกลับร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ (การรักษาพยาบาล) ของ ส.ส และ ส.ว กลับไปให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวน เม็ดเงินและความเป็นไปได้ แต่เมื่อดูอัตราการให้ประกันสุขภาพ ส.ส และ ส.ว ทั้งในปัจจุบัน และที่จะขอเพิ่มในอนาคตแล้ว ถึงกระทรวงการคลังจะปรับปรุงอย่างไร มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในระบบรักษาพยาบาลระหว่างชาวบ้านกันนักการเมืองอย่างชัดเจน..."


และที่น่าเจ็บใจปรากฏว่าค่าใช้จ่ายที่รัฐจ่ายต่อปีให้คนที่จ่ายประกันสังคมน้อยกว่าระบบประกันสุขภาพทุกประเภท ส.ส 50000, ส.ว 20000, ข้าราชการ 10000-12000, บัตรทอง 2202, ประกันสังคม 1938 เห็นตัวเลขมันน่าเจ็บใจไหมเ่ล่า ตัวเลขสูงกว่าชาวบ้านช่องถึงขนาดนั้น กระทรวงการคลังจะส่งเรื่องขอเพิ่มให้ ส.ส และ ส.ว อีก พระเจ้าช่วยกล้วยน้ำว้า อะไรมันจะขนาดนั้นกัน


ข้าพเจ้าบ่นเสร็จรุ่นพี่ผู้นั้นหันมาตอบข้าพเจ้าว่า "ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสิรฐ" ข้าพเจ้าก็เงียบสิ จะเอาอะไรไปบ่นได้อีก จริงของพี่ครับ

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฤดูกาลของชีวิต (There is a season)

หลังจากเดินอุตหลุดอยู่บนภูกระดึงสองวันเต็มๆ ซึ่งก็อย่างที่ข้าพเจ้าได้พูดไว้กับเพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันว่า นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจะมาเหยียบภูนี้ หรือหากจะพูดให้กระชับอย่างที่เพื่อนใหม่หลายๆ คนบอกว่านั่นคือความเป็นตัวตนของข้าพเจ้ารูปประโยคคงจะเป็นดังนี้ กูไม่รู้จะไปหาหอกเหวอะไรอีกแล้ว เหตุผลผลักดันก็น่าจะไม่มีอะไรเกินกว่าที่ว่า ข้าพเจ้ามองไม่เห็นความสนุกสนานใดๆ แผงอยู่ในการไปเหยียบภูกระดึง นอกจากมิตรภาพและเพื่อนใหม่ ข้าพเจ้าไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก แต่ข้าพเจ้าจะทนไม่ได้กับความจืดชืด ในเมื่อมันก็คือการเดินและอยู่แคมป์ธรรมดาๆ งั้นก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องไปเยือนให้เมื่อยขาอีกหน


แต่มิตรภาพที่ได้รับและระยะเวลารวมถึงระยะทางที่ต้องเดินไปด้วยกันกับเพื่อนกลุ่มใหม่ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปก็ถือว่่าไม่เสียเปล่า อย่างน้อยๆ เครือข่ายของข้าพเจ้าก็เพิ่มขึ้นแม้ว่าอนาคตมันอาจจะเป็นเครือข่ายใยแมงมุมที่ไม่คงทนมากนัก


ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสหยุดงานเมื่อวานไปหนึ่งวันเพื่อพักผ่อนและนอนแผ่ ข้าพเจ้าเคยพูดประโยคนี้กับเพื่อนใหม่คนหนึ่งว่า "มันชั่งเป็นความรู้สึกที่แช่มชื่นหากเราได้หยุดพักในห้วงเวลาที่เรามีอะไรให้ทำ มากกว่าการหยุดพักในห้วงเวลาที่เราไม่ีมีอะไรทำ" ประโยคทุกประโยค (ยกเว้นพระดำรัสขององค์อัลลอฮฺและวัจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด) ที่หลุดออกมาจากปากมนุษย์ล้วนแล้วมีแรงผลักดันจากปัจจัยแห่งเหตุและผลเสริมหนุนโยงใยกันทั้งสิ้นทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นพื้นเพถิ่นกำเนิด, ศาสนาความเชื่อ, การเลี้ยงดูของบุพการี, โอกาสทางการศึกษา และอื่นๆ อีกมากนัก ดังนั้นประโยคที่ข้าพเจ้าพูดข้างต้นจะบอกว่ามันถูกต้องหรือผิดถนัดจึงไม่เป็นความจริงทั้งสองอย่าง เพราะข้าพเจ้าพูดมันในบริบทและปริมณฑลแห่งตัวข้าพเจ้าเอง มันย่อมถูกในกรอบความคิดของข้าพเจ้าแต่อาจจะผิดในบริบทของคนอื่น เอาละประโยคข้างต้นข้าพเจ้าหมายความว่า ยามใดที่เรามีอะไรให้ทำไม่ว่าจะเป็นงานปกติ หรือความยุ่งเหยิงลักษณะอื่น หากสามารถปลีกเวลาพักผ่อนแม้เพียงวันเีดียวมันชั่งน่าอภิรมณ์สุดแสน เพราะมันคือความแปลกใหม่ในแวดล้อมความจำเจ ในทางกลับกัน การได้พักผ่อนในห่วงเวลาที่เราว่างอยู่อาจินมันจะไม่ยังความสุขใดมาให้ เพราะมันคือความเดิมๆ ในความจำเจนั่นเอง


ด้วยเหตุนี้การพักผ่อนเมื่อวาน ข้าพเจ้าจึงรู้สึกดีนัก อันเป็นสาเหตุของการอัพบล็อกในหัวข้อที่ขึ้นไว้


ฤดูกาลของชีวิตเป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ "เสียงเพรียกแห่งชีวิต, Let your life speak" ของ ปาร์คเกอร์ เจ. พาล์มเมอร์, นายแพทย์ กิจจา เจียรวัฒนกนก แปล, พาล์มเมอร์ชี้ช่องให้เห็นความนัยตามสายตาที่เขามองเห็นในฤดูกาลต่างๆ ทั้ง 4 ฤดู (ไม่ใช่ละครเทพ 4 ฤดู) ข้าพเจ้าจึงนำมาคัดลอกไว้ในบล็อกนี้ไว้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่กัลยาณมิตรที่ไ้ด้พานพบเข้ามาอ่าน ซึ่งมันก็ประจวบเหมาะกับความเบิกบานที่ข้าพเจ้าได้รับในวันพักผ่อนในยามที่มีอะไรให้ทำเสียด้วย จึงตั้งใจตั้งแต่เมื่อวานว่าวันนี้จะอัพบล็อกเรื่องนี้ ซึ่งข้าพเจ้าจะคัดลอกเฉพาะส่วนที่ถูกใจข้าพเจ้า (ใครจะทำไม) ....ไป เรา ตามไปละเลียดกัน


การมองชีวิตด้วยภาพความเปลี่ยนผันของฤดูกาลทำให้เราเข้าใจความหมายของคำอุปมาอื่นได้ลึกซึ้งขึ้น เมล็ดของพืชพันธุ์ได้เดินทางผ่านแต่ละช่วงเวลาของชีวิต เป็นไปตามวัฏจักรที่ไม่รู้จบของฤดูกาล เตือนให้รู้ว่าการเดินทางของชีวิตนั้นไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเราเป็นส่วนหนึ่งในปริศนาของวัฏจักรอันเป็นนิรันดร์ เราใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อแสวงหา แต่ไม่เคยได้รับคำตอบว่า "เราเป็นใคร" และ "เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร" คำถามนี้วนเวียนอยู่ตลอดชีวิตเรา 


ฤดูกาลยังให้มุมมองใหม่แก่เรา ให้เราได้มองเห็นว่าการแสวงหาตัวตนที่แท้จริงและภารกิจของชีวิตนั้นมิได้อยู่แค่การค้นหาจากเพียงภายใน หรือแม้กระทั่งจากวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ฤดูกาลช่วยให้เรามองเห็นการแสวงหาตัวตนที่แท้จริงจากมุมมองของสรรพสิ่งอันไพศาล เป็นโลกแห่งสรรพสิ่งซึ่งชีวิตของเรารวมอยู่ในนั้นด้วย 


ฤดูใบไม้ร่วง


ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยงามอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นฤดูของการเสื่อมถอยด้วย เวลากลางวันสั้นลงเรื่อยๆ แสงอาทิตย์เบนออกเป็นมุมเฉียง และความอุดมสมบูรณ์ของฤดูร้อนกำลังเสื่อมถอยลงสู่ความแร้นแค้นของฤดูหนาว ในเมื่อต้องเผชิญกับฤดูหนาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ธรรมชาติได้ให้อะไรกับฤดูใบไม้ร่วงบ้าง สิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ฤดูใบไม้ร่วงคือการหว่านเมล็ดพันธุ์เตรียมพร้อมสำหรับการงอกงามในฤดูใบไม้ผลิ และปริมาณของเมล็ดพันธุ์ที่แพร่กระจายนี้ก็มากมายอย่างน่าอัศจรรย์ 


ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยรู้ตัวว่าผมได้รับเมล็ดพันธุ์อะไรบ้างจากฤดูใบไม้ร่วงของชีวิต ในทางตรงกันข้าม จิตใจผมมัวแต่จดจ่อ กับความเขียวขจีของฤดูร้อนที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและโรยรา ความงามในฤดูใบไม้ร่วงของผมมักจะเจือด้วยความเศร้า ความงดงามของธรรมชาติรอบตัวเป็นเครื่องเตือนให้รู้สึกถึงความสูญเสียที่กำลังจะมาถึง ผมหดหู่กับการสิ้นสุดของฤดูร้อนมากกว่าจะรู้สึกปิติกับความหวังของการเริ่มต้นกำเนิดชีวิตใหม่


แต่เมื่อผมใคร่ครวญสาส์นที่ได้รับจากฤดูใบไม้ร่วง ถึงปรากฏการณ์ที่ต่างกันสุดขั้วระหว่างความตายและการหว่านเมล็ดพันธุ์ ผมจึงรู้สึกถึงพลังของคำอุปมา ในฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาของชีวิตผม ผมมักยึดติดกับการรับรู้แค่ระดับผิวเผิน ไม่ว่าจะเป็นการหมดความสนใจในบางเรื่อง ความเสื่อมถอยของมิตรภาพ และการตกงาน หากว่าผมจะมองให้ลึกซึ้ง ผมคงเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากมายที่ถูกหว่านเพาะเพื่อรอคอยการเติบโตในฤดูกาลใหม่ 


เมื่อย้อนมองกลับไป ผมมองเห็นหลายสิ่งที่เคยมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียงานที่ทำอยู่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผมมาพบกับงานที่เป็นภารกิจชีวิตของตน หรือการที่ "หนทางปิดตาย" ส่งสัญญานให้ผมหันหน้าไปสู่ดินแดนใหม่ที่สร้างความชัดเจนให้กับความหมายของชีวิต หากมองอย่างผิวเผิน ฤดูใบไม้ร่วงดูเหมือนกับว่าชีวิตกำลังเสื่อมถอยลง แต่ทว่า เมล็ดพันธุ์จำนวนมากของชีวิตใหม่กำลังถูกหว่านเพาะอย่างเงียบๆ 


ความงดงามของฤดูใบไม้ร่วงทำให้มองเห็นความมีชีวิตซึ่งซ่อนตัวอยู่ในความโรยราได้ชัดขึ้น ศิลปินจะวาดภาพของฤดูกาลแห่งความร่วงโรยนี้ด้วยสีสันอันสดใสได้อย่างไรหากธรรมชาติไม่ได้เป็นผู้แต่งแต้มให้ก่อน ในความเสื่อมสลายนั้นมีความงาม เป็นความงามซึ่งเราผู้หวาดกลัวและปฏิเสธความตายไม่สามารถมองเห็น บทเรียนของฤดูใบไม้ร่วงแสดงให้เห็นแล้วว่าทั้งความตายและความงดงามนั้นอยู่ใกล้ชิดกันมากเพียงใด และได้สอนอะไรไรให้กับเรา


สำหรับผมแล้ว คำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับคำถามนี้คือถ้อยคำของโธมัส เมอร์ตันที่ว่า "ในทุกสิ่งที่มองเห็นนั้น มีความเป็นหนึ่งเดียวกันซ่อนอยู่" ในโลกแห่งธรรมชาติที่เรามองเห็น มีความจริงแท้อันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ความเสื่อมถอยและความสวยงาม ความมืดและแสงสว่าง ความตายและชีวิต ไมได้เป็นสิ่งตรงข้ามกัน ทั้งหมดต่างอยู่รวมกันในสัจจะอันขัดแย้งของ "ความเป็นหนึ่งเดียว" นี้


ในสัจจะอันขัดแย้ง คู่ตรงข้ามไม่ได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ของกันและกัน พวกมันต่างเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงอย่างยิ่ง ลึกไปกว่านั้น ทั้งสองอยู่ได้ด้วยการดำรงอยู่ของกันและกัน เช่นเดียวกับที่ร่างกายของผมต้องมีทั้งการหายใจเข้าและหายใจออก ในสังคมที่ชอบเลือกเอาแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ยากที่เราจะยอมรับด้านตรงข้ามทั้งสองในเวลาเดียวกัน เราปราถนาแสงสว่างที่ปราศจากความมืด ปราถนาความอุดมสมบูรณ์ของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนโดยไม่ต้องประสบกับความยากลำบากของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เป็นการต่อรองซึ่งเราไม่อาจทำได้กับชีวิต


เมื่อหวาดกลัวต่อความมือ เราจึงต้องการแสงสว่างตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งส่งผลเพียงประการเดียวคือ แสงสว่างเทียมซึ่งทั้งขาดความแจ่มกระจ่างและไร้ซึ่งความงามสง่า และเมื่อไกลออกไปจากพื้นที่ที่แสงส่องถึง ความมืดก็ยิ่งเพิ่มความหวาดหวั่นให้กับเรา เมื่อปราศจากด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าความมืดหรือแสงสว่างเพียงอย่างเดียวล้วนไม่เหมาะต่อการดำรงชีวิต แต่ถ้าเรายอมรับสัจจะอันขัดแย้งของความมืดและแสงสว่าง การดำรงอยู่ร่วมกันของทั้งคู่จะนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกันและสุขภาวะของทุกชีวิต


ฤดูใบไม้ร่วงเตือนผมอยู่เสมอว่า ความเสื่อมถอยของแต่ละวันในตัวผมเป็นส่วนสำคัญที่จะนำความสดใหม่มาสู่ชีวิตหากผมพยายมาม "สร้าง" ชีวิตที่ปราศจากความเสื่อมถอยของฤดูใบไม้ร่วง อย่างดีที่สุดมันคงเป็นชีวิตที่มีแต่ความฉาบฉวย ปราศจากความจริงแท้และไร้ซึ่งสีสัน แต่เมื่อผมยอมรับในวัฏจักรซึ่งสอดประสานกัน ยอมรับความงอกงามและการร่วงโรย ชีวิตของผมจะเปี่ยมด้วยสีสัน มีคุณค่า และเป็นหนึ่งเดียวกันกับโลก.


มีต่อ

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทำไมต้องเรียนออกแบบ?

เอไอทีเอกซ์เทนชั่น

เข้าไปอ่านฟอรั่มในฟอนต์.คอม กระจู๋ทำไมต้องเรียนออกแบบ? นั่งอ่านไล่ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าที่สิบห้า คำตอบที่ได้รับสิงสถิตอยู่ในใจกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงคือ มันอยู่นี่ๆ เองสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากเรียนมาตลอดแต่หาตัวตนไม่เจอ หากแต่ต้องลื่นไหลตามกระแสปัจจัยบีบอัดเอื้ออำนวยอันรายล้อมในขณะนั้น จนมาจรดเท้าในปัจจุบัน 

อยากถามตนเองและพระผู้เป็นเจ้าว่าตัวเลือกทางการศึกษาที่ได้เคยเลือกมานั้นข้าพระองค์มีสิทธิ์เลือกหรือข้าพระองค์ไม่มีทางเลือกกันแน่ แน่นอนว่าความสามารถในการรับรู้และประจักในตัวตนและแวดล้อมอันเอื้ออำนวยต่อการเลือกในขณะนั้น ข้าพเจ้าและเด็กคนอื่นๆ กว่าสามในสี่ของประเทศต่างก็ด้อยโอกาสที่จะเลือกและแวดล้อมไม่อำนวยต่อการค้นพบตนเองแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าเพียงตระหนักรู้ว่าทุกองค์ประกอบทางการศึกษา ทุกแนวทางที่เคยผ่านล่วงมา ข้าพเจ้าไม่เคยได้เลือก แต่ปัจจัยเป็นตัวกำหนดว่าข้าพเจ้าควรเลือกสิ่งใด ปัจจัยอันดับแรกที่กำหนดการเลือกของข้าพเจ้าคือมันจะช่วยลดภาระแม่ของข้าพเจ้าได้หรือไม่ ถ้าได้นั่นคือทางเลือกของข้าพเจ้า ปัจจัยที่สอง ข้าพเจ้าหาตัวตนไม่เจอ เป็นเช่นไรและควรจะเรียนอะไร ได้แต่เลือกตามแต่โอกาสอำนวยซึ่งก็ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่านั่นคือความประสงค์ของพระองค์ท่าน และพระองค์ก็คงจะทรงทราบดีว่าในใจข้าพเจ้านั้นมันบอกอยู่ตลอดว่านี่ไม่ใช่ แต่โอกาสสำหรับเด็กอย่างข้าพเจ้ามีให้เลือกมากนักหรือ?

เมื่ออ่านมาถึงหน้าสุดท้ายของกระจู๋ข้างต้น เจ้าของกระจู๋โพสต์ไว้ดังนี้ พอมีคนถามว่า "เรียนนี่แล้วมันดียังไง ก็ได้แต่ตอบว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าการเรียนการสอนมันดีไหม แต่ถ้าถามว่ามันสนุกไหม ตอบได้ว่าสนุกจนอยากเรียนศิลปากรซัก 2-3 รอบเลย"      โอ้พระผู้เป็นเจ้านี่ไม่ใช่หรือการเรียนการสอนที่ข้าพระองค์ใฝ่ฝันถึงตลอดชั่วชีวิต การเรียนที่ว่า อาจจะประกอบไปด้วยหลายปัจจัยจนทำให้ผู้เรียนอยากจะกลับไปเรียนใหม่อีกหลายๆ รอบ แต่ที่แน่ๆ มันต้องมีอะไรดีบ้างถึงทำให้อยากจะกลับไปเรียนอีกสองสามรอบ นั่นแหละคือการเรียนที่เด็กทุกคนต้องการ

เรียนในสิ่งที่คือตัวตน แม้จะไม่ได้ทำงานตามสายแต่ได้พัฒนาตัวตนและแสวงหาความหมายแค่นี้ที่มนุษย์เช่นข้าพเจ้าต้องการ

ชั้นจะไขว่คว้าหาเธอมาให้ได้นิเทศศิลป์ 

เดินทางตามกระจู๋
http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,11431.0.html

salindongbayu

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อุสตาซ โอ๊ะ บาโด ตายแล้ว

ชีวิตของข้าพเจ้าโลดแล่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึก พยายามหล่อเลี้ยงและ เฝ้าสังเกตความรู้สึกต่อเหตุการณ์และบุคคลที่พบเจอ เมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์ความรู้สึกจะจมอยู่กับประสปการณ์ในเหตุเกิดนั้นๆ นั่งคิดว่าข้าพเจ้าผ่านเหตุการณ์บีบเค้นเช่นนั้นมาได้อย่างไร สถานการณ์ที่มีแรงกดดันสูงขนาดนั้นข้าพเจ้าปะทะกับมันเข้าไปได้อย่างไร พยายามเหลียวมองทุกมุมมองของเหตุการณ์ และต้องสะดุดด้วยข้อเท็จจริงว่า ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ได้หายไปนั่นคือ บุคคลผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของเหตุการณ์ อุสตาซโอ๊ะ บาโด ตายแล้ว จึงบังเกิดความรู้สึกอนิจจัง ทุกขัง ชีวิตไม่เที่ยง ข้าพเจ้าเห็นท่านใช้ชีวิตต่อสู้ทางการเมืองมามากต่อมาก ยืนตระหง่านบนโขดหินต้านลมแรง ณ ยอดผาสูงดินแดนซึ่งคนสามจังหวัดไม่กี่คนไปถึง แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยในบางทัศนะที่ท่านมี และดูจะขัดแย้งกันลึกๆ ในใจข้าพเจ้า แต่นั่นหาใช่ปัญหา หากแต่แก่นสารของชีวิตที่ควรพิจารณาคือ การต่อสู้บนเส้นทางชีวิตของเรา การโลดแล่นนาวาชีวิตบนคลื่นความรู้สึกของตนเองอยู่ตลอดเวลานั้น ในเมื่อจุดจบของเราคือความตาย และบางครั้งก็จากไปโดยไม่มีการเตรียมพร้อมอันใดเลย แล้วการต่อสู้ทั้งหมด ความเจ็บปวด การพินิจพิเคราะห์ความรู้สึกของคนเช่นข้าพเจ้า มันจะมีประโยชน์อะไรบ้างหรือ เพราะยามความตายได้เดินมาเคาะประตูและชักชวนเราออกไปสู่ดินแดนพันธะสัญญา เราก็เป็นได้แค่ใบไม้หนึ่งใบในบรรดาใบไม้อีกไม่รู้จะพรรณนาจำนวนที่ปลิดขั่วแค่นั้นเอง โลกไม่ต้องการรับรู้ เทคโนโลยีไม่ได้ล่มสลายเพราะการตายของเรา แล้วอย่างนี้การต่อสู้อันวางอยู่บนพื้นฐานชุดความคิดปัจเจกชน การเฝ้าประคบประหงมความรู้สึกที่เคยมีมา ก็ไร้ค่าสิ้นดี


อุสตาซโอ๊ะ บาโด ตายไปโดยอาจจะไม่คิดว่าตนเองต้องตายในคืนนั้น แผนงานชีวิตหลายประการกำลังดำเนินไป ความคิดหลายความคิดกำลังโลดแล่น แต่มันก็ถูกคั่นกลางอย่างปัจจุบันทันด่วนด้วยโรคหัวใจ ย้อนมองดูตัวเองที่มักจะโลดแล่นแหวกว่ายอยู่ในความรู้สึก ดำเนินกิจกรรมนั้นอย่างเหม่อลอยเรื่อยๆ ทุกข์ระทมในบางโอกาส และถูกคั่นกลางอย่างปัจจุบันทันด่วนอย่างอุสตาซโอ๊ะ บาโด แล้วอะไรคือแก่นสารของกิจกรรมเหล่านั้นที่มีต่อความตาย


ประเด็นที่ข้าพเจ้ามัวเมาอยู่แต่กับความรู้สึก เฉกเช่นที่เราหลายๆ คนก็มัวเมาอยู่แต่กิจกรรมของตนเอง แต่ข้อเท็จจริงตกสำรวจคือ เราก็แค่ใช้เวลาเดินเข้าหาความตายใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นเอง ซึ่งทั้งสิ้นทั้งปวงเราแค่ไม่แน่ใจว่าเราจะไปเจออะไรหลังความตายที่ไม่เคยเตือนสติตนเอง




salindongbayu    

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ชีวิตดันทุรัง

งานที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นสัญญาจ้างระยะสั้น 6 เดือน หากจะบอกว่ามันเป็นงานๆ หนึ่งที่ดีมากเท่าที่คนไม่ฟุ้งเฟ้อคนหนึ่งจะหาได้ย่อมไม่ผิดนัก เงินดี, เพื่อนร่วมงานดี, สถานที่ทำงานเงียบสงบ, ลักษณะงานก็ดี แต่ไฉนเลยคนไม่ฟุ้งเฟ้ออย่างข้าพเจ้ากลับไม่พอใจงานนี้


แรกเริ่มนั้นก็คิดเอาเองว่าหากผ่านพ้นไปหกเดือนเค้าคงจะต่อสัญญา ข้าพเจ้าคงจะได้ทำงานเป็นพนักงานปกติ แต่มันก็ปรากฏในหนหลังว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น การเป็นพนักงานปกติข้าพเจ้าต้องผ่านระบบกรองของฝ่ายบุคคลของที่นี่ ซึ่งดูท่าข้าพเจ้าจะหมดโอกาสด้วยคนสมัครเยอะมาก จึงกลุ้มใจเป็นอันมาก เพราะเมื่อมานั่งคิดถึงคุณสมบัติต่างๆ ของงานที่ได้ระบุไว้ข้างต้นก็บังเกิดความเสียดาย หากข้าพเจ้าไม่ได้ทำงานที่นี่ ข้าพเจ้าคงต้องเสียแวดล้อมความเป็นอยู่ที่หามานาน ข้าพเจ้าต้องขาดรายได้  แล้วจะทำอย่างไรต่อไป อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องมานั่งค้นหางานใหม่ ซึ่งก็ควรเป็นงานที่ไม่ยึดติดหรือขึ้นอยู่กับใคร บอกกับตนเองซ้ำๆ ว่าเราต้องได้งานที่เป็นที่พึ่งแห่งตน ตัดปัจจัยงานนี้ออกไปซะ อย่านำมาใส่ในความคิดอีกเลย ในเมื่อพระองค์ทรงมอบให้และหากพระองค์จะทรงเรียกคืนนั่นก็ไม่แปลกอะไร และข้าพเจ้าออกจะแน่ใจว่าพระองค์จะต้องให้สิ่งอื่นที่ดีกว่าที่เหมาะสมกับข้าพเจ้ามากกว่าเป็นแน่ เพราะครรลองมันมักจะเป็นไปในลักษณะนั้น ขณะนี้เป็นเดือนตุลาคม 2010 เหลือเวลาอีกสองเดือนก่อนจะหมดสัญญา ข้าพเจ้าเริ่มจะตัดปัจจัยหวงงานที่ทำอยู่ได้แล้ว และกำลังเริ่มงานอีกงานที่คิดว่าไม่ต้องพึ่งใคร ไม่ขึ้นกับใคร และเป็นอิสระ


เมื่อตั้งใจอย่างนั้นข้าพเจ้าจึงต้องมาตั้งหัวขบวนใหม่ นั่งคิดนอนคิดว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลือดี เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดของชีวิตข้าพเจ้าคือ ข้าพเจ้าไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลยจริงๆ รู้แต่เพียงว่าจะไม่ทำหากความรู้สึกและใจบอกว่ามันไม่ใช่ เพราะนั่นคือการฝืนที่ทรมานที่สุด มันคือปัญหาเฉพาะหน้าที่ข้าพเจ้าต้องหาทางออกให้ได้เพราะไม่เช่นนั้นจะเคลื่อนไปไหนไม่ได้เลย

ตลอดระยะเดือนกันยายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าตั้งคำถามเรื่องงานกับตนเองมากมาย เพราะโดยเนื้อแท้ไม่ชอบการสมัครงาน ด้วยข้าพเจ้าคิดว่าเราไม่ใช่สินค้าที่จะต้องนำเสนอตนเองให้คนใครเลือก และข้าพเจ้าก็จะเสียความรู้สึกอย่างมหาศาลหากเขาปฏิเสธรับข้าพเจ้าเข้าทำงาน ถามไปถามมาข้าพเจ้าก็ฉงนเองเป็นหนักหนา คุณสมบัติงานที่ดีเกือบจะทุกอย่างสำหรับข้าพเจ้าแต่ทำไมข้าพเจ้าไม่รู้สึกพอใจกับงานนี้ซักที นั่นมิใช่ว่าเขาปฏิเสธที่จะต่อสัญญากับข้าพเจ้าจึงทำให้ข้าพเจ้าไม่พอใจ หากแต่มันปรากฏเด่นชัดเสียเหลือเกินว่า งานนี้มันไม่ใช่ งานนี้มันยังไม่เหมาะกับตัวตนของข้าพเจ้า แม้จะเสียดายจำนวนเงินเดือนเป็นอันมาก หากแต่เมื่อมองดูความรู้สึกที่ต้องทนทำงานที่รู้สึกว่ายังไม่ใช่ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะบอกตนเองว่า อย่าดันทุรังไม่เลย ในขณะเดียวกันความคิดอีกกระบวนการหนึ่งก็พยายาหาเหตุผลให้ตัวเองนั่นคือ มันคงจะเป็นความประสงค์ของพระองค์ที่จะไม่เปิดทางให้ทางสถาบันต่อสัญญากับข้าพเจ้า เพราะพระองค์คงทราบดีว่าการเข้างานเช้าแล้วออกเย็นมันไม่เหมาะกับคนอย่างข้าพเจ้า จึงให้ลองงานเป็นเวลาหกเดือนเพื่อให้ตระหนักได้เองว่าข้าพเจ้าไม่ชอบอย่างนั้นจริงๆ


ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตนในแวดล้อมของการทำงาน มีปัจจัยหลักปัจจัยนึงที่ข้าพเจ้าไม่มี และมันก็เป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายในการดำเนินงานใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงด้วย นั่นคือปัจจัยความมุ่งมั่นเรื่อยๆ ก็แค่ทำมันไปเรื่อยๆ โดยไม่ท้อขว้างมันทิ้ง ซักพักมันจะสำเร็จเป็นรูปธรรมขึ้นมาให้ชื่นใจเอง ดังนั้นจึงตั้งปณิธานไว้ลึกๆ และเงียบๆ ว่าต่อไปจะนำคุณสมบัติความมุ่งมั่นเรื่อยๆ มาใช้ในทุกการงานที่ตั้งใจให้สำเร็จ มันจะได้สำเร็จจริงๆ ซักที

ขอเวลาหน่อย

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

ประเทศของข้าพเจ้า

ขณะนี้เป็นเวลา ๒๒.๒๐ น. ของวันที่ ๔.๒๒.๒๐๑๐ ข้าพเจ้ากำลังอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร


ขณะนี้ข้าพเจ้าเกิดอาการติดตามข่าวสารอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ด้วยข่าวคราวที่ออกมานั้นสร้างความกังวลใจแก่ประชาชนของประเทศนี้เป็นอย่างหนัก และข้าพเจ้าก็เชื่อแน่ว่าคงมิได้มีเพียงข้าพเจ้าเท่านั้นที่รู้สึกอย่างนี้ ความรู้สึกกังวล เป็นห่วง หวาดกลัว กับความไม่แน่ไม่นอนของบ้านเมืองยามนี้คงได้แพร่กระจายเข้าสู่หัวใจและความนึกคิดของประชาชนหมู่มากโดยเฉพาะผู้ที่รักและต้องการให้บ้านเมืองกลับมาสงบอย่างบริสุทธิ์ใจทุกผู้ทุกนาม 

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผู้ใหญ่ตัวโต

01/8/2010
ST3-9
 AIT

การโตเป็นผู้ใหญ่ในความคิดของข้าพเจ้าในดูเหมือนมันจะไม่มีผลดีอันใดนอกจากสามารถหาเงินใช้ได้เองและมีความพร้อมที่จะเจริญพันธ์ นอกเหนือจากนี้้ล้วนแล้วนำมาซึ่งความลำบากและความรำคาญแก่ทั้งหัวใจและตัวตนทั้งสิ้น มิได้เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและไม่อยากเป็นคนลักษณะเช่นนั้น มิหนำซ้ำก็ไม่อยากจะกลับไปเป็นเด็กอีก แต่สภาพการณ์ที่พบเจอในปัจจุบันมันบีบและหลอมเอาความคิดของข้าพเจ้าไปในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเหงาที่ทบทวีคูณ ความเครียดที่ไม่เคยจินตนาการออกยามเป็นเด็กว่ามันเป็นเช่นไร การวางตนให้อยู่ในศีลในธรรมทั้งกรอบสังคมและศาสนา ความกังวลต่ออนาคตและความน้อยใจต่ออดีตที่ล่วงมา ซึ่งทั้งหมดไม่เคยกระทบกระทั่งต่อความคิดของเด็ก แต่กลับมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตของคนที่โตแล้ว ใหญ่หลวงในที่นี้คือ ชีวิตเกือบทั้งวันของแต่ละวันหมดสิ้นไปกับความกังวลในหลายๆ เรื่อง จิตใจไม่แช่มชื่น มัวแต่กังวล และมักจะฝันถึงชีวิตที่เบิกบานและเต็มอิ่ม

จึงกลายเป็นคำถาม ถามตนเองอยู่เสมอว่าแล้วอะไรที่ทำให้กังวล แล้วจะมีวิธีการกำจัดความกังวลเหล่านั้นได้หรือไม่ และหากเมื่อกำจัดแล้วมันจะมีความสุขได้จริงหรือ เราสามารถจะกำจัดความกังวลโดยการลิสต์ออกมาแล้วกำจัดออกไปทีละอย่างหรือไม่ เฉกเช่นที่ข้าพเจ้ามักจะลิสต์การงานต่างๆ ออกมา แล้วก็ขีดฆ่าการงานที่ทำเรียบร้อยแล้ว และเมื่อพบว่าลิสต์ทุกอย่างถูกขีดฆ่าก็บังเกิดความสบายใจขึ้นมาบ้างว่า เราทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วนะ งั้นก็คลายกังวลกับการงานได้แล้ว แล้วกับความกังวลอย่างอื่นๆ ข้าพเจ้าสามารถใช้วิธีการนี้เพื่อคลายความกังวลของตนเองได้หรือไม่?

เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ชีวิตคนๆ หนึ่งจะต้องมาหมดเวลาไปกับความกังวลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, ปากท้อง, ความรัก, ความเหงา, แล้วก็ความรู้สึกต่างๆ การมีชีวิตอยู่และการดำรงอยู่ของคนเราควรจะต้องมีความสุขอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นแล้วจะมานั่งหายใจเพื่อให้ตนเองเป็นทุกข์ให้เปลืองข้าว เปลืองน้ำ และเปลืองทรัพยากรของโลกไปทำไม ชีวิตคนเราควรที่จะต้องไร้กังวลและมีความสุขทุกๆ วัน ควรจะเบิกบานได้ทุกขณะ แล้วนี่อะไรกันวันๆ ก็ต้องมานั่งกังวลกับเรื่องของวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า และอีกหกเดือนถัดไปทั้งๆ ที่วันนี้ก็ยังไม่ผ่านพ้น มันไม่มากไปหน่อยหรือสำหรับชีวิตๆ หนึ่ง

แต่มนุษย์นั้นย่อมรู้ดีว่าบางอย่างเราไม่ได้เชื้อเชิญแต่มันเดินเข้ามาเอง จริงอยู่ที่เราต้องการมีชีวิตที่มีความสุขทุกวัน แต่บางครั้งชีวิตก็เหมือนตกอยู่สภาพถูกมัดมือชก น้ำท่วมปาก อยากจะปฏิเสธ หากดูแต่ปัจจัยรายล้อมก็จำใจคอตกพูดอะไรไม่ได้และไม่ออก แน่นอนว่านี่ย่อมเป็น statement ที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะเอาเข้าจริงๆ เรานั่นเองที่เป็นคนเลือกสรรพสิ่งของต่างๆ ใส่เข้าไปในชีวิต แต่ในอีกด้านก็ต้องตระหนักด้วยเช่นกันว่าการเลือกบางสิ่งในบางครั้งมันรายล้อมไปด้วยเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งมันมากกว่าการเลือกไม่เอาอันนี้แตะจะเอาอันนั้น 

ชีวิตปราศจากความกังวลนั้นดูเหมือนง่าย แต่โดยเนื้อแท้ต้องผ่านกระบวนการหลายขั่นตอนกว่าจะได้ชีวิตหนึ่งที่ปราศจากกังวลจริงๆ 

ไกลกังวล
ชอบคำนี้จัง


วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ถึงคนกลุ่มโรค

อัซซาลามูอาลัยกุม วาเราะหฺมาตุลลอฮฺ วาบารอกาตุฮฺ
ก็อัลฮัมดูลิลละฮฺ เรื่อยๆ สบายดี ไม่มีอะไรพิเศษมากมาย


ชีวิตก็เช่นนี้เอง มันเหมือนคลื่นลมในทะเลกว้าง ที่บางครั้งมันก็นิ่งสงบจนน่าฉงน บางครั้งก็มีคลื่นแรงจนเจ้าตัวเองจะยืนอยู่ด้วยสองขาก็ยังยืนไม่อยู่ บางครั้งมันก็มีคลื่นน้อยๆ ลู่ถลาปะทะแดดใสในวันอากาศปลอดโปร่ง แต่บางวันคลื่นในทะเลเดียวกันกลับบ้าคลั่งกระหน่ำได้ทุกทิศทาง หรือที่เขาเรียกมันว่าทะเลบ้านั่นเอง


... คิดๆ ไปเราก็สงสาร...นะ เพราะเราเคยและยังคงสงสารตัวเองนั่นเอง เรานั่นเองที่รู้ดีว่าตนเองเป็นเช่นไรและต้องผจญอะไรบ้าง และ...ก็มีอาการเช่นเรา เราจึงต้องสงสาร..ด้วย เพราะรู้ดีว่ามันเป็นเช่นไร แต่อย่างน้อยก็หวังว่า...คงจะไม่มีอาการรุนแรงเหมือนเรา




ไม่รู้สิ ไม่อยากจะเขียนให้มันลึกมากว่าเรามีอาการอย่างไร เพราะเอาเข้าจริงๆ เราก็คงไม่อยากจะรู้อาการของ..มากขนาดนั้น แต่ที่แน่ๆ เราคงมีอาการของโรคอยู่ในกลุ่มเดียวกัน นั่นคือโรคความเหงา
ความเหงาสำหรับคนโตแล้ว มันเยือกเย็นได้สั่นจิตจนปากสั่นระริก มันเหน็บหนาว เดียวดาย และเหมือนเดินอยู่ในทุ่งกว้างที่มีแต่เสียงโหวกเวก (เพราะทุ่งที่เราหมายถึงก็คือสังคมเราดีๆ นั่นเอง) มีผู้คนมากมายที่เดินผ่านเข้ามาในแนววิถีชีวิตเรา หรือเดินเคียงบ่าไปเรื่อยๆ แต่แปลกจริงเรากลับไม่เคยรู้สึกอุ่นใจอย่างแท้จริงที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น จิตใจบอกอยู่ตลอดเวลาว่านั่นมันก็แค่บุคคลที่มีที่ไปของตนเอง บางครั้งเราก็คิดว่าจากเปอร์เซ็นจำนวนประชากรโลกที่มีมากจนเขาคาดการณ์ว่าอาหารจะไม่พอต่อจำนวนประชากรโลก แต่กับการค้นหาบุคคลหนึ่งกลับทำได้ยากเย็น เราแค่ต้องการคนหนึ่งคนแต่กลับเหมือนงมอะไรซักอย่างในโลกกว้าง มันน่าจะง่ายแต่เปล่าเลยมันยากที่สุดจริงๆ


ที่สงสารนั้นไม่ใช่สมเพช แต่สงสารเพราะเข้าใจและเห็นใจในความยากลำบากที่ต้องเผชิญเหมือนๆ กัน บางครั้งความยากลำบากดังกล่าวเราต้องบำบัดมันด้วยการเดินในยามวิกาลเป็นระยะทาง 3-4 กิโลเมตรเพื่อระงับอาการให้หัวใจและร่างกายได้พักผ่อนได้บ้าง มิเช่นั้นแล้วการอยู่เฉยๆ จะยิ่งทำให้หัวใจต้วเองถูกทิ่มแทงจากเข็มหลายๆ อัน


ทำไมถึงสงสาร ก็เพราะจดหมายฉบับนี้มันบ่งอาการ การไม่มีอะไรทำ และรอความหวังจากคนอื่นนั้นมันน่าสงสาร ซึ่งเราก็เคยประสบและยังคงประสบอยู่เรื่อยนั่นเอง มันเป็นการรอด้วยความหวังที่แทบจะไม่มีความหวัง งงไหมเล่า? เรารอด้วยความหวังทั้งๆ ที่รู้ว่าความหวังนั้นเป็นความหวังในม่านหมอกที่รางเลือน
 
ด้วยเหตุนี้หลักธรรมศาสนาจึงต้องเข้ามาสอดรับและแก้ไขเหตุและปัจจัยที่ว่า เราพยายามนั่งสมาธิ เราพยายามฝึกการสงบสติอารมณ์ เราพยายามมีชีวิตอยู่ด้วยความสุข เราพยายามมีชีวิตอยู่ด้วยความพอเพียง เราพยายามตัดปัจจัยต่างๆ ที่คิดว่าน่าจะมีผลกระทบต่อหัวใจ เราพยายามมีความสุขโดยที่ไม่ต้องมองหาจากแหล่งอื่นนอกจากๆ ข้างใน แต่ก็นั่นแหละมันย่อมมีช่องโหว่ที่หลุดรอดไปได้บ้าง แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มทำอะไรบางอย่างที่ไม่ต้องนำพาตัวเองไปพึ่งพากำลังจากภายนอก




การพยายามยืนอยู่ด้วยตนเอง ลงมือทำทุกอย่างโดยไม่รอเสียงสนับสนุนจากใคร เดินทางไกลโดยไม่เคยหาเพื่อนร่วมทาง แน่นอนว่าเหตุเหล่านี้ย่อมเป็นปัจจัยที่เสริมหนุนให้เรามีอาการหนัก แล้วจะให้ทำอย่างไรในเมื่อการก่อกำเนิดและแวดล้อมที่เคยล่วงผ่านมานั้นมันหลอมเราให้เป็นเช่นนี้ และแน่นอนเราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนมันด้วย


ที่ลากยาวมาทั้งหมดเพียงอยากจะบอก...ว่า จงพยายามยืนหยัดและตระหง่านด้วยความสุขใจโดยไม่ต้องรอกำลังผลักดันจากใคร เลิกสงสารตัวเอง (หาก...มีความรู้สึกนี้) แม้บางทีมันทำยากมาก ซึ่งเราเองก็พยายามอยู่เหมือนกัน เพราะจะไม่มีใครเห็นค่าเราหากเราไม่เลิกสงสารตัวเอง การสงสารตัวเองในที่นี้หมายถึงอาการเศร้าที่เผลอออกอาการโดยไม่รู้ตัว โดยจิตสำนึกส่วนลึกคิดว่าคงจะมีใครซักคนมาสงสารเรา และช่วยเราให้หลุดพ้นจากสิ่งที่เรากำลังดิ้นรนอยู่ แต่เปล่าหรอกในโลกไม่มีใครจะช่วยหรือมาสงสารเราหากเรายังมัวสงสารตัวเอง เพราะคนทั่วไปจะหนักหรือเบาย่อมมีปัญหาที่มีส่วนคล้ายกับปัญหาของเราไม่มากก็น้อย ดังนั้นคนทั่วไปย่อมที่ต้องการคนมาช่วยด้วยเช่นกัน ไม่มีใครมองหาใครที่จะช่วยแก้ปัญหาให้แต่ต่างก็มองหาใครที่จะมาช่วยแก้ปัญหาของตัวเองต่างหาก


ที่เขียนมาทั้งหมดเราก็เขียนไปอย่างนั้น หากจะถามว่าเราทำได้หรือยัง คำตอบคือ เราก็ยังทำไม่ได้เหมือนกัน มันเป็นการตกผลึกทางความคิดระดับนึงที่คิดว่ากลุ่มคนที่มีอาการโรคคล้ายกันน่าจะแชร์กันได้


โชคดี


วัซซาลาม